ข้อความต้นฉบับในหน้า
เพียงเพื่อให้ข้ามทะเลทรายได้เท่านั้น
หาติดในรสแห่งเนื้อบุตรไม่
ข้อว่าอาศัยตัณหาละตัณหานั้น
คือเมื่อทราบว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกา ชื่อโน้นได้สำเร็จเป็นโสดาบัน
สกทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์ก็มีความ
ทะยานอยากที่จะเป็นบ้าง เมื่อพยายาม
จนได้เป็นแล้ว ความทะยานอยากอันนั้น
ก็หายไป อย่างนี้เรียกว่าอาศัยตัณหา
ละตัณหา
ข้อว่าอาศัยมานะละมานะนั้น คือ
เมื่อได้ยินได้ฟังภิกษุหรือภิกษุณี หรือ
อุบาสกอุบาสิกา ชื่อโน้นได้สำเร็จเป็น
โสดาบันเป็นต้น ก็มีมานะขึ้นว่า เขา
สามารถทำได้ ทำไมเราซึ่งเป็นมนุษย์
และมีอวัยวะทุกส่วนเหมือนเขาจะทำไม่
ได้บ้าง จึงพยายามทำความเพียร เผา
กิเลสจนได้บรรลุโสดาปัตติผลบ้าง อรหัต
ผลบ้าง อย่างนี้เรียกว่าอาศัยมานะละ
มานะ เพราะเมื่อบรรลุแล้วมานะนั้นย่อม
ไม่มีอีก
ดูก่อนน้องหญิง ส่วนเมถุนธรรม
นั้น ใคร ๆ จะอาศัยละมิได้เลย นอกจาก
จะพิจารณาเห็นโทษของมันแล้วเลิกละเสีย
ห้ามใจมิให้เลื่อนไหลไปยินดีในกามสุข
เช่นนั้น น้องหญิง! พระศาสดาตรัสว่า
กามคุณนั้นเป็นของไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน
มีสุขน้อยแต่มีทุกข์มาก มีโทษมาก
กันเกิดคนละครั้งก็ดูเหมือนจะไม่รุนแรง
เท่าใดนัก แต่เมื่อใดทั้งความเสียใจ
และความละอายเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน และ
ในกรณีเดียวกันด้วยแล้ว ย่อมเป็น
ความทรมานสําหรับสตรีอย่างยวดยิ่ง
นางเสียใจเหลือเกินที่ความรักของนางมิ
ได้รับสนองเลยแม้แต่น้อย คำพูดของพระ
อานนท์ล้วนแต่เป็นคำเสียดแทงใจสำหรับ
นางผู้ยังหวังความรักจากท่านอยู่ ยิ่ง
กว่านั้นเมื่อนางทราบว่าพระอานนท์
มิได้เชื่อในอาการลวงของนางเลย นาง
จึงรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง สะอาย
สุดที่จะประมาณได้ นางจึงไม่สามารถ
พูดคำใดได้เลย นอกจากถอนสะอื้นอยู่
ไปมา
ครู่หนึ่งพระอานนท์จึงพูดว่า
“น้องหญิง หยุดร้องไห้เสียเถิด
การร้องไห้ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่
ช่วยเรื่องหนักใจของเธอให้คลายลงได้
อนิจจา พระอานนท์ช่างพูดอย่างพระ
อริยะแท้
“ข้าแต่พระคุณเจ้า” นางพูดทั้ง
เสียงสะอื้น ภิกษุผู้เป็นปัจฉาสมณะของ
พระอานนท์ต้องเบือนหน้าไปเสียทาง
หนึ่ง เกรงว่าไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตา
ได้ “ข้าพเจ้าจะพยายามกล้ำกลืนฝืนใจ
ปฏิบัติตามโอวาทของท่าน แม้จะเป็น
ความทรมานสักปานใด ข้าพเจ้าก็จะ
มีความคับแค้นเป็นมูล มีทุกข์เป็นผล” | อดทนและขอเทิดทูนบูชาพระพุทธอนุชา
พระอานนท์พูดจบ คอยจับกิริยา
ของโกกิลาภิกษุณีว่าจะมีความรู้สึกอย่าง
ไร ธรรมกถาของท่านได้ผล ภิกษุณี
ค่อย ๆ ลุกจากเตียงสลัดผ้าห่มออกคลาน
มาหมอบลงแทบเท้าของพระอานนท์
สะอึกสะอื้นจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว นางพูด
อะไรไม่ออก นางเสียใจอย่างสุดซึ้ง อัน
ความเสียใจและละอายนั้น ถ้ามันแยก
ไว้ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง
ข้าพเจ้าไม่เจียมตัวเอง จึงต้องทุกข์ทรมาน
ถึงปานนี้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงหญิงทาสทุน
หม้อน้ำ ข้าพเจ้าเพิ่งสำนึกตนเวลานี้เอง
ความรักความอาลัยทําให้ข้าพเจ้าลืม
กำเนิดชาติตระกูลและความเหมาะสม
ใด ๆ ทั้งสิ้น มาหลงรักพระพุทธอนุชาผู้
ทรงศักดิ์
ข้าแต่ท่านผู้สืบอริยวงศ์ กายกรรม
วจีกรรมที่ข้าพเจ้าล่วงเกินท่านและจะพึง
ขอโทษนั้นไม่มี ส่วนมโนกรรมนั้นมีอยู่
ข้าพเจ้ารักท่าน และรักอย่างสุดหัวใจ
ถ้าการที่ข้าพเจ้ารักท่านนั้นเป็นความผิด
ขอท่านผู้ประเสริฐโปรดให้อภัยในความ
ผิดพลาดอันนั้นด้วย” นางพูดจบแล้วนั่ง
ก้มหน้า น้ำตาของนางหยดลงบนจีวร
ผืนบาง เสมือนหยาดน้ำค้างถูกสลัดลง
จากใบหญ้า เมื่อลมพัดเป็นครั้งคราว
“น้องหญิง เรื่องชาติเรื่องตระกูล
นั้นอย่านำมาปรารมภ์เลย อาตมามิได้
เคยคิดถึงมันเป็นเวลานานมาแล้ว ที่
อาตมาไม่รักน้องหญิง มิใช่เพราะอาตมา
มาเกิดในตระกูลอันสูงศักดิ์ ส่วนเธอเป็น
ทาสีดอก แต่เป็นเพราะอาตมาเห็นโทษ
แห่งความรัก ความเสน่หา ตามที่พระ
ศาสดาทรงสอนอยู่เสมอ เวลานี้อาตมา
มีหน้าที่ต้องบำรุงพระศาสดาผู้เป็นนาถะ
ของโลก และพยายามทำหน้าที่กำจัด
อาสวะในจิตใจ มิใช่เพิ่มอาสวะให้มาก
ขึ้น เมื่ออาสวะยังไม่สิ้น ย่อมจะต้อง
เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารอีก จะเป็นเวลา
นานเท่าใดก็สุดจะคำนวณ พระศาสดา
ตรัสว่าการเกิดบ่อย ๆ เป็นความทุกข์
เพราะเมื่อมีการเกิด ความแก่ ความเจ็บ
และความทรมานอื่น ๆ ก็ติดตามมาเป็น
สาย นอกจากนี้วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร
อาจจะมีบางชาติที่ประมาทพลาดพลั้งไป
แล้ว ต้องตกไปในอบายเป็นการถอยหลัง
ไปอีกมาก กว่าจะตั้งต้นได้ใหม่ ก็เป็นการ
เสียเวลาของชีวิตไปมิใช่น้อย
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
๖๙