เรื่องราวในอดีตของชาวนาและวัว วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 5 หน้า 50
หน้าที่ 50 / 136

สรุปเนื้อหา

CG ตรัสเช่นนี้ ก็อยากรู้ว่า อดีตชาติของตนกับหญิงคนนี้ เป็นอย่างไร จึงกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ ทรงเล่าเรื่องให้ฟัง เรื่องก็เป็นอย่างนี้ค่ะ ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตครอง กรุงพาราณสี ณ ชนบทแห่งหนึ่ง ชาวนาครอบครัว หนึ่ง ได้เลี้ยงวัวไว้สองตัวพี่น้อง วัวตัวเชื่อมหาโลหิต ตัวน้องชื่อจุนโลหิต และเลี้ยงหมูไว้ตัวหนึ่งชื่อมุณิกะ เช้าตรู่ทุก ๆ วัน ชาวนาจะฆ่าวัวทั้งสองไป ไถนา บรรทุกน้ำ บรรทุกฟื้น กว่าจะได้กลับบ้าน พักผ่อนก็ตะวันตกดินไปแล้ว ไม่ว่างานใด ๆ ที่เป็น งานหนักตรากตรำ ชาวนาได้อาศัยแรงวัวทั้งสองนี้เสมอ กล่าวได้ว่า วัวทั้งสองเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ทีเดียว อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาได้จัดพิธีหมั้นลูกสาว ของตนให้กับชายหนุ่มคนหนึ่ง หลังจากพิธีหมั้นหมาย ผ่านไปแล้ว เขาก็คิดตระเตรียมงานสำหรับวันแต่งงา

หัวข้อประเด็น

- เรื่องราวในอดีตของชาวนาและวัว

ข้อความต้นฉบับในหน้า

CG ตรัสเช่นนี้ ก็อยากรู้ว่า อดีตชาติของตนกับหญิงคนนี้ เป็นอย่างไร จึงกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ ทรงเล่าเรื่องให้ฟัง เรื่องก็เป็นอย่างนี้ค่ะ ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตครอง กรุงพาราณสี ณ ชนบทแห่งหนึ่ง ชาวนาครอบครัว หนึ่ง ได้เลี้ยงวัวไว้สองตัวพี่น้อง วัวตัวเชื่อมหาโลหิต ตัวน้องชื่อจุนโลหิต และเลี้ยงหมูไว้ตัวหนึ่งชื่อมุณิกะ เช้าตรู่ทุก ๆ วัน ชาวนาจะฆ่าวัวทั้งสองไป ไถนา บรรทุกน้ำ บรรทุกฟื้น กว่าจะได้กลับบ้าน พักผ่อนก็ตะวันตกดินไปแล้ว ไม่ว่างานใด ๆ ที่เป็น งานหนักตรากตรำ ชาวนาได้อาศัยแรงวัวทั้งสองนี้เสมอ กล่าวได้ว่า วัวทั้งสองเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ทีเดียว อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาได้จัดพิธีหมั้นลูกสาว ของตนให้กับชายหนุ่มคนหนึ่ง หลังจากพิธีหมั้นหมาย ผ่านไปแล้ว เขาก็คิดตระเตรียมงานสำหรับวันแต่งงาน ที่จะมาถึงอีกในไม่ช้า ทุก ๆ วัน ลูกสาวชาวนาจะนำข้าว รำ ถั่ว และ อาหารอย่างดีจำนวนมากไปเลี้ยงหมูมุณิกะ วันไหน อากาศร้อน หญิงสาวจะอาบน้ำ ขัดถูร่างกายให้มัน แม้พื้นคอกสกปรก เธอก็จะลงมือขัดถูให้เองจนสะอาด เอี่ยมแทบจะลงไปนอนได้ ตกกลางคืนก็สุมไฟไล่ยุงให้ ส่วนวัวทั้งสองนี้ไม่เคยได้รับการเอาใจใส่ดูแลเลย ต้องทำงานหนักทั้งวัน ได้กินเพียงแค่ข้าวลีบ หญ้าแก่ๆ หรือใบไม้เท่านั้น วัวจุฬโลหิตผู้น้องเห็นการกระทำของชาวนาและ บุตรสาวเช่นนั้น ก็อดน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ จึงกล่าว รำพันกับวัวมหาโลหิตผู้พี่ว่า “ดูซิพี่ เราทั้งสองทำงานหนักสารพัดอย่างไม่มี ว่างเว้น แทบจะเรียกได้ว่า เราเป็นผู้ทำมาหาเลี้ยง ครอบครัวนี้ก็ยังได้ แต่เรากลับได้กินเพียงข้าวลีบ ฟางหญ้าแห้ง ๆ ใบไม้แก่ ๆ ส่วนเจ้าหมูมุณิกะ วันทั้ง วันเอาแต่นอน ไม่เคยทำอะไรสักอย่างเดียว กลับได้กิน ข้าวอย่างดี ช่างไม่ยุติธรรมเลย วัวผู้พี่จึงกล่าวเตือนสติน้องว่า “น้องเอ๋ย เจ้าอย่าอิจฉามุณิกะเลย ที่มันกิน อย่างนี้ ไม่ได้กินเพื่ออยู่ แต่กินเพื่อตาย คอยดูสิ อีกไม่นาน เมื่อถึงวันแต่งงานของคุณหนู เขาก็จะจับมัน แกงเลี้ยงแขกที่มาช่วยงาน เจ้ากินแต่ข้าวลีบอย่างนี้น่ะ ดีแล้ว อายุจะได้ยืน” และแล้ว ก็เป็นจริงดังคำของวัดมหาโลหิต เพราะ ต่อมาอีกไม่นาน เมื่อถึงวันแต่งงานของบุตรสาวชาวนา เขาก็ช่วยกันจับหมูมุณิกะฆ่าทำแกงเลี้ยงแขกที่มา ช่วยงาน แม้เจ้ามณีกะจะแผดเสียงร้องขอชีวิตอย่าง น่าสงสารก็ไม่มีใครเห็นใจ นายสาวซึ่งเคยเอาอก เอาใจมันอย่างดีตลอดมาเมื่อครั้งก่อน ยังออกปากเร่งให้ เขาฆ่ามันเร็ว ๆ เสียอีกด้วย วัวจุฬโลหิตเห็นดังนั้น จึงกล่าวกับวัวมหาโลหิตว่า “พี่จ๊ะ ฉันเห็นโทษของการกินมาก ๆ ของ เจ้ามุณิกะแล้วว่าเป็นอย่างไร ทำให้รู้สึกว่าหญ้า กับใบไม้แห้ง ๆ แก่ ๆ ของเรา ช่างเป็นอาหารที่ ประเสริฐสุดจริง ๆ กินแล้วอายุยืนกว่าอาหาร อร่อย ๆ ของเจ้ามุณิกะตั้งร้อยเท่าพันเท่าเชียว” หลาน ๆ เห็นไหมคะว่า เจ้าหมูตัวนี้ต้องตายเพราะ การกินของมันเอง นี่ถ้ามันไม่เห็นแก่กิน เป็นหมูผอม ๆ มันก็คงไม่ตายหรอกนะ เมื่อพระภิกษุรูปนี้ได้ฟังเรื่องราวในอดีตของตน เข้าเท่านั้น เลิกคิดที่จะสึกทันที เกิดเป็นหมู ถูกเขาฆ่า แกงมาครั้งหนึ่งแล้ว นี่จะสึกไปให้หล่อนจัดการอย่างไร อีกล่ะ สู้บวชต่อไปเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งดีกว่า อย่าหลงไปให้หล่อนฆ่าอีกเลย ...และเรื่องนี้ ผู้ที่เกิดเป็นวัวมหาโลหิต คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่เกิดเป็นวัวจุฬโลหิต คือ พระอานนท์ ส่วนหมูมุณิกะที่ถูกเชือด ก็คือ พระภิกษุที่ถูกผู้หญิงชวน เกลี้ยกล่อมให้สึกนั่นเอง ค่ะ น้อง ๆ จำไว้นะคะ อย่าเห็นแก่กินจนลืมตาย... ...มา ด... Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More