ข้อความต้นฉบับในหน้า
0012
ไม้ แม้ดวงตะวันโผล่พ้นทิวเขาขึ้นมามากแล้ว แต่แสงก็
ยังไม่กราดกล้า ขบวนเกวียนคงรุดหน้าต่อไปอย่างไม่
รีบร้อน เมื่อได้ค้างแรมในระหว่างทางและเคลื่อนที่
ออกรอนแรมมา ก็ถึงทุ่งนอกเมืองสาวัตถีในเวลาเย็น
ต่อวันรุ่งจึงจะเข้าภายในเมืองทางประตูด้านทักษิณ
ส่วนภิกษุสงฆ์ซึ่งเดินทางร่วมมาด้วย กับทั้งนิครนถ์ก็
เข้ามาลาธนิยะผู้กำลังสั่งการพักแรมอยู่ ณ ทุ่งนอกเมือง
นั้น ธนิยะแสดงคารวะและส่งท่านเหล่านั้น ผู้แยกย้าย
ไปสู่สำนักสถานที่มุ่งหมายแห่งตน
ตรงท้องทุ่งที่ขบวนเกวียนของธนิยะจอดอยู่นั้นไม่
ไกลจากเขตวนารามมากนัก แม้ธนิยะจะรู้ว่าขณะนี้
สมเด็จพระบรมศาสดายังคงพำนักอยู่ ณ ที่นั้น ก็ได้
แต่ถวายนมัสการทางทิศที่ตั้งแห่งเชตวนาราม เพราะ
จะต้องเคลื่อนหมู่เกวียนเข้าสู่พระนครให้เรียบร้อยก่อน
จึงจะหาเวลาว่างไปเฝ้าฟังพระธรรมเทศนาได้
ในวันรุ่งขึ้น เมื่อหุงหาอาหารรับประทานเสร็จ
แล้ว ธนิยะก็สั่งให้ออกเดินทางเข้าประตูเมืองด้านทักษิณ
นั้น ครั้นจัดระเบียบเกวียนค้า เกวียนเสบียง เกวียน
คุ้มกันเรียบร้อยแล้ว จึงได้เปิดติดต่อกับคนค้าทั้งหลาย
ผู้มาแต่ร้านตลาด และบุคคลอื่น ๆ ผู้สนใจในสินค้า
พื้นเมืองแคว้นกาลิกับที่ซื้อมาพิเศษจากแคว้นมคธและ
วัน
สินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายจากแคว้นวัชชีนั้น คือผ้าสี
ผ้าดอกต่างชนิดเพราะชาววัชชีเป็นผู้รักการแต่งตัว
ประดิษฐ์สิ่งงดงามต่าง ๆ
ธนิยะได้แนะนำาให้สุรเสนะดูแลการค้า และรู้จัก
การติดต่อกับชาวตลาดว่าจะควรปฏิบัติอย่างไร ณ ที่ไร
เช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติมาในเมืองต่าง ๆ ซึ่งผ่านมาแล้ว
ณ
บ่ายวันนั้น ขณะที่สุรเสนะนำคนขับเกวียนให้ช่วย
กันชนเครื่องหอมและผ้า ซึ่งชาวตลาดผู้หนึ่งตกลงซื้อไว้
เป็นอันมากไปส่งจนถึงที่ กลับมาในระหว่างทาง ได้
เห็นเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งพากันมุงล้อมกองทรายก็แวะเข้า
ไปดู
ขณะเดียวกันนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งสูงอายุเดินผ่าน
มาก็ถามเด็กว่ามุงดูอะไรกัน เด็กคนหนึ่งชี้ให้ดูกิ่งไม้
หน้าอันปักอยู่ ณ กองทรายนั้นแล้วนิ่งอยู่ ภิกษุรูปนั้น
จึงถามต่อไปว่าหมายความว่ากระไร เด็กนั้นตอบว่า
มีผู้หญิงคนหนึ่งนุ่งผ้าขาว ถือเพศปริพาชิกา เป็นคนพูด
เก่ง เที่ยวท้าโต้ตอบกับคนทั้งหลายด้วยการปักกิ่งหว้าไว้
ผู้ใดถอนลงจากที่ปัก หมายความว่าจะโต้ตอบด้วย
ไปพูดที่ไหนก็ไม่มีใครสู้ได้ ณ ที่นั้นมีชายกลางคน
คนหนึ่งแวะเข้ามาด้วยก็ช่วยชี้แจงเพิ่มเติมว่า นางปริพา
ซิกาผู้นี้เดินทางมาจากเมืองสาเกต แต่ได้ขึ้นไปทางเหนือ
ของเมืองสาวัตถีก่อน เที่ยวท้าโต้ตอบและแสดงวาทะ
ของตน มีผู้ชมเชยกันมากว่าสามารถหาที่เปรียบได้ยาก
ใช่นางจะฉลาดในวาทะเท่านั้น แม้ในทางรูปสมบัติ
เป็นผู้งดงามอย่างยิ่ง ประมาณว่าอายุสัก ๒๐ ปีหรือ
อาจไม่ถึง ขณะนี้ชะรอยนางจะเข้าไปสู่หมู่บ้าน
ภิกษุผู้สูงอายุได้ฟังจึงสั่งเด็ก ๆ ให้ถอนกิ่งหว้า
ออกจากกองทราย เด็ก ๆ ต่างเกี่ยงกันไม่กล้าแตะต้อง
กิ่งหว้านั้น ต่อเมื่อภิกษุรูปนั้นรับรองว่าท่านจะรับผิด
ชอบเป็นผู้โต้ตอบเอง เด็กคนหนึ่งจึงวิ่งเข้าไปที่กองทราย
กระชากกิ่งหว้าฟาดลงไปกับพื้น
ทันใดนั้น พอดีปริพาชิกาสาวเดินออกมาจากหมู่
บ้าน มีบริขารเครื่องใช้ประจำตัวอันห่อพับไว้เป็น
ระเบียบไม่มากนัก สุรเสนะต้องแลดูด้วยความหลาก
ใจในความงามความกล้าหาญของสตรี ผู้ยังอยู่ในวัย
สาวเห็นปานนี้ และนึกเดาในใจว่าที่ต้องเดินทางไปสู่
แคว้นต่าง ๆ ได้เช่นนี้ ชะรอยจะคอยโอกาสโดยสารคน
ค้าชาวเกวียน หรือเรือโดยสาร ซึ่งขึ้นล่องอยู่ตามลำน้ำ
อจิรวดีเป็นมั่นคง ไม่เช่นนั้นก็เป็นที่น่าเกรงเหลือเกิน
นาง
ว่าจะถูกล่วงเกินข่มเหงในระหว่างทาง แต่วิสัยของคน
มีปัญญาก็คงรู้จักรักษาตนเองให้ปลอดภัยได้
ได้เห็นกิ่งหว้าถูกกระชากลงเช่นนั้นก็นึกว่าเด็ก ๆ ชน
กระชากลงมาเล่น จึงแสดงอาการไม่พอใจและดุว่า
กระชากลงมาทําไม
เมื่อเด็กชี้ไปที่ภิกษุผู้สูงอายุ นางก็คาดการณ์ได้
ทันทีว่า บัดนี้ได้พบผู้โต้ตอบวาทะแล้ว ก็มีความยินดี
เหมือนหนึ่งผู้กระหายน้ำ ได้พบธารน้ำอันใสสะอาดจิต
และเย็นสนิท ควรที่จะลงดื่มและอาบให้ผาสุก นาง
ได้เชื้อเชิญภิกษุรูปนั้นด้วยอาการอันดีให้หาที่นั่งที่
เหมาะสม เพื่อจะได้ลาดนิสีทนสันถัต” ลงสำแดงวาทะ
๑. ผ้าปูนั่งเป็นบริการประจำตัวนักบวช
Kalyanamitra.org