ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรนักหรอก
ครับ เพราะตอนนั้นพี่จิตแกก็ไปหลายวัด
เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นวัดเกตุมฯ หรือวัด
อะไรก็ตาม ไปวัดไหนแกก็มาชวนผมอยู่
เรื่อย อ๋อ...พี่จิตแกเป็นผู้อำนวยการสร้าง
หนังน่ะครับ ผมเป็นนักแสดง แล้วก็เป็น
นักจัดรายการวิทยุอยู่ด้วย แกคงเห็นว่า
ถ้าผมเข้าวัดที่แกชักชวนก็จะเป็นอานิสงส์
ของแกที่ชวนคนเข้าวัดได้ และนอกจาก
นั้นคงอยากให้ผมได้รับบุญกุศลด้วย
กระมัง แต่ตอนนั้นบุญผมคงยังไม่มีพอ
นะครับ ดวงตามันยังวอกแวกอยู่กับโลก
ของแสง สี เสียง และรสสัมผัสอยู่มาก”
แล้วอะไรเป็นบ่อเกิดให้มาวัด
พระธรรมกาย...?
“มันอย่างนี้ครับ เดี๋ยวต่อหน่อย
ก่อน เดี๋ยวมันจะข้ามตอนไป พี่จิตก็ชวน
ผมอยู่เรื่อย แต่ผมก็เห็นว่าพี่จิตตอนนั้น
ใจแก่รวนเรนะครับ เดี๋ยวแกก็ไปวัดโน้น
เดี๋ยวแกก็ไปวัดนี้ ไปวัดไหนก็มาชวนผม
ทุกวัด ว่าวัดโน้นก็ดี วัดนี้ก็แจ๋ว ก็เป็น
เรื่องของคนตาสว่างมีดวงตาเห็นธรรมนะ
ครับ เห็นวัดดีไปหมด ผมเสียอีก แก
อุตส่าห์มาชวนแล้วชวนอีกดวงตาก็ยังมืด
มิดอยู่ มีดมาตั้งสิบปีกระมัง ถ้ามาเสียตั้ง
แต่ตอนนั้น โฮ้ย...ป่านนี้ ผมคงสบายไป
แล้วก็ได้ ตอนนี้เข้ามาปีที่สี่แล้วครับ ยัง
คุ้ม ๆ ค่ำ ๆ อยู่เลยครับ ไปเที่ยวมารอบ
โลกแล้วหลายประเทศไปได้ ที่ไหนที่
เขาว่าสวยก็ขี่เครื่องบินไปเที่ยว
ไปมันหมด แต่แค่ศูนย์กลางกายฐาน
ที่ ๗ กลางท้องในกายยาววา หนาคืบ
กว้างศอกนี่เอง หาไม่ยักเจอ เจ็บใจ
ชะมัด...”
คุยสนุก
คุยกับพี่วิทยาแล้วก็ไม่เบื่อนะครับ...
“แต่ผมก็ไม่ลืมชื่อวัดพระธรรมกาย
นะครับ ดูจิตมันจะผูกพันอยู่เหมือนกัน
เพราะเวลาที่ผมขับรถไปถ่ายหนังที่
นครนายก ต้องผ่านไปทางอำเภอธัญบุรี
ซึ่งมันก็มีคลองหนึ่ง คลองสอง เหมือน
ทางคลองหลวงนี้ พอถึงคลองสามผม
ก็สอดส่ายสายตามองหาวัดพระธรรมกาย
ทุกครั้ง เพราะพี่จิตบอกว่าวัดพระธรรม
กายอยู่คลองสาม ไอ้ผมก็ว่าคลองสาม
เนี่ยมันคงอยู่แถวนั้น ไม่รู้หรอกว่า
อยู่คลองหลวง ก็มองหาที่พี่จิตว่า วัด
นี้สวยนะ สวยมาก มองหากี่ทีๆ ก็ไม่
เห็นสักที ก็เลยนึกว่าไม่เห็นก็อย่าเห็น
ตอนนั้นถ้าเห็นคงเข้าวัดซะนานแล้ว มัว
แต่งมโข่งโง่เง่าอยู่นะครับว่า คลองสาม
น่ะมันอยู่ทางธัญญะโน่น...”
ถูก...?
แล้วยังไงถึงได้มาวัดพระธรรมกาย
“แหม...อันนี้ต้องคุยกันนาน วัน
หนึ่งผมนั่งเถียงกับเพื่อนที่เป็นแอร์มั่งเป็น
สจ๊วตมั่ง พวกเขาจะไปหาไสบาบากันที่
อินเดีย ผมก็ว่าไปทำไมไสบาบา เขาก็
อธิบายถึงสรรพคุณของไสบาบาว่าเป็น
อย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ผมก็ซักถามอะไร
ต่อมิอะไรหลายอย่าง สรุปก็คือว่า...วัด
ของเรา พระของเราดูคล้ายกับปฏิปทา
ไม่น่าเลื่อมใส ไม่น่านับถือ วัดก
สกปรกเข้าไปแล้วไม่ค่อยเจริญหู
เจริญตา พระแต่ละวัดขณะนี้ก็ไม่ค่อย
สำรวม นี่สรุป ๆ นะครับ ความจริงยังมี
เถียงกันมากกว่านี้...”
นี่คือจุดเริ่มต้นของการถกเถียง
ซึ่งคุณวิทยาอธิบายต่อไปว่า.....
“ผมก็เถียงเขาประการหนึ่งเกี่ยว
กับอภินิหารของไสบาบาที่เขาคลั่งกัน
นัก ผมว่าที่จะไปหาไสบาบาก็ไปเพราะ
อภินิหารของไสบาบาน่ะซี ไม่ใช่ไปหาไป
เคารพเพราะคุณธรรมหรือธรรมะดี ๆ ที่
เขาสอนใช่ไหม แล้วผมก็ถามเขาว่า
ธรรมะอันใดบ้างที่ไสบาบาสอนไว้จน
เขาศรัทธาที่จะเดินทางไปหา เขาก็ตอบ
ไม่ได้ ผมก็บอกเขาว่า ธรรมะของพระ
พุทธเจ้าของเรานั้นแสนจะวิเศษยิ่ง
เสียกว่าธรรมะของใครทั้งนั้น ทำไมถึงไม่
หาวัดดี ๆ เข้าไปหา ทำไมถึงจะต้องถ่อ
กายเสียเงินเสียทองมากมายไปหาไส
บาบา..."
คุณวิทยาออกตัวว่าตนเองมิได้
เป็นอริกับไสบาบาหรือเกลียดไสบาบา
แต่เพียงโต้กันด้วยเหตุและด้วยผล
เท่านั้น...
“มีอยู่ตอนหนึ่งนะครับ....ผมถาม
เขาว่า สมมุตินะ....สมมุติว่าพวกเขาเหล่า
นั้นไปเจอวัดไทยวัดหนึ่ง มีอาณาบริเวณ
กว้างขวาง เป็นวัดที่สะอาดสะอ้านไม่มี
หมาขี้เรื้อน ไม่มีขี้หมากองแห้ง ๆ ส่งกลิ่น
เหม็นอับ ไม่มีขยะมูลฝอยสกปรกรกรุงรัง
ต่อวัด แล้วมีเจ้าอาวาสที่หน้าตาดี ความ
รู้ระดับปริญญา ผิวพรรณสวยงาม แล้ว
เขาจะให้ความศรัทธาต่อวัดไทยอย่างนี้
ไหม...?”
“แล้วเขาว่ายังไงครับ....?”
“เขาเงียบ...”
“ตอนนั้นคุณวิทยารู้จักวัดพระ
Kalyanamitra.org
33