ชีวิตของนักบวชและการปฏิบัติ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 5 หน้า 123
หน้าที่ 123 / 136

สรุปเนื้อหา

การดำรงชีวิตของนักบวชนั้น หากมองอย่างผิวเผินด้วยสายตาของคน ภายนอกก็มักคิดว่าเป็นชีวิตที่แสนจะ สบาย เพราะไม่เห็นจะต้องดิ้นรนทำมา หากินเหมือนกับชาวบ้าน มีแต่คนที่ได้มา บวชหรือเคยสัมผัสกับชีวิตแท้ ๆ ของ นักบวชเท่านั้นที่พอจะรู้ซึ้งว่าความจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการบวชเป็นสิ่ง ที่ทนได้ยาก ต้องเผชิญกับความขัด เคืองหลายอย่างทั้งทางด้านอารมณ์ และร่างกาย คือผู้บวชจะต้องรู้จัก ควบคุมตัวเองให้อยู่ในความเหมาะสม ไม่อาจปล่อยอารมณ์ทำอะไรตามใจ เช่นเดียวกับชาวบ้านได้ โดยเฉพาะถ้า เป็นพระภิกษุด้วยแล้วยิ่งมีข้อปฏิบัติ มากมาย จนสามเณรเพชรเองก็ยังสงสัย อยู่ว่า พระภิกษุท่านจะจดจำกันอย่างไร ได้หวา โหว ท่านมหาสุพจน์ได้อธิบายถึงเรื่อง ข้อปฏิบัติที่มีอยู่มากมายของพระภิกษุ จําพรรษา คือในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน เรียกว่

หัวข้อประเด็น

- ชีวิตของนักบวชและการปฏิบัติ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

การดำรงชีวิตของนักบวชนั้น หากมองอย่างผิวเผินด้วยสายตาของคน ภายนอกก็มักคิดว่าเป็นชีวิตที่แสนจะ สบาย เพราะไม่เห็นจะต้องดิ้นรนทำมา หากินเหมือนกับชาวบ้าน มีแต่คนที่ได้มา บวชหรือเคยสัมผัสกับชีวิตแท้ ๆ ของ นักบวชเท่านั้นที่พอจะรู้ซึ้งว่าความจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการบวชเป็นสิ่ง ที่ทนได้ยาก ต้องเผชิญกับความขัด เคืองหลายอย่างทั้งทางด้านอารมณ์ และร่างกาย คือผู้บวชจะต้องรู้จัก ควบคุมตัวเองให้อยู่ในความเหมาะสม ไม่อาจปล่อยอารมณ์ทำอะไรตามใจ เช่นเดียวกับชาวบ้านได้ โดยเฉพาะถ้า เป็นพระภิกษุด้วยแล้วยิ่งมีข้อปฏิบัติ มากมาย จนสามเณรเพชรเองก็ยังสงสัย อยู่ว่า พระภิกษุท่านจะจดจำกันอย่างไร ได้หวา โหว ท่านมหาสุพจน์ได้อธิบายถึงเรื่อง ข้อปฏิบัติที่มีอยู่มากมายของพระภิกษุ จําพรรษา คือในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน เรียกว่า "วันมหาปวารณา” ซึ่งพระภิกษุ ทุกรูปจะกล่าวปวารณา คือเปิดโอกาส ให้กันและกันว่ากล่าวตักเตือนดังนี้ว่า "ข้าพเจ้า ขอปวารณากะสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ตาม, ถ้วยได้ยินก็ตาม ด้วยน่าระแวงสงสัยก็ตาม, ขอท่านผู้มี อายุทั้งหลายจงว่ากล่าวกะข้าพเจ้า ด้วยอาศัยความหวังดีเอ็นดู, เมื่อ ข้าพเจ้ามองเห็นข้อผิดนี้แล้ว จักกลับ ตัวทำให้ถูกต่อไป" ท่านมหาสุพจน์ได้กล่าวสรุปว่า “เพราะได้มีการปวารณาต่อกันอยู่ เสมอนี่เอง ที่ทำให้พระภิกษุทั้งหลายเป็น ผู้ว่าง่าย มีความอดทน ยอมรับคำสั่งสอน กันด้วยความเคารพ อันเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ช่วยประคับประคองให้พระพุทธศาสนา ของเรามีอายุยืนยาวมาได้จนถึงทุกวันนี้ "เอ ขนาดบวชเป็นพระแล้วก็ยัง ไม่หมดเชื้อ ซื้อง่าย ๆ อย่างนี้แล้ว ก็น่าสงสัยเหมือนกันว่าพระพุทธศาสนา มีอะไรที่สามารถปกครองพระดื้อ เหล่านี้อยู่ได้ตั้งเป็นพัน ๆ ปีครับ หลวงพี่” สามเณรเพชรยังข้องใจอยู่ดี "เณรต้องเข้าใจเสียก่อนว่า คนดื้อ ค นั้นมีอยู่ ๒ ประเภทคือ พวกดื้อด้าน กับ พวกดื้อดึง . คนดื้อด้าน ส่วนมากจะเป็น คนโง่และมักจะหัวแข็ง พวกนี้เกลียด คําสอนมากกว่าค่าสั่ง . คนดื้อดึง - ส่วนมากจะเป็นคน ฉลาดแต่หัวรั้น พวกนี้เกลียดคำสั่ง มากกว่าค่าสอน คือในการปกครองคนหัวดื้อนั้น พวกดื้อด้านต้องใช้คำสั่งไม่ต้องอธิบาย กันให้มากความ ส่วนพวกดื้อดึงต้องใช้ ว่า การละเมิดข้อปฏิบัติบางอย่างที่ไม่ ร้ายแรงนัก อาจทำให้พ้นผิดได้โดยวิธี “คนดื้อนั้นก็เปรียบเสมือนคนเป็นอัมพาต “ปลงอาบัติ” คือการเปิดเผยหรือแสดง ซึ่งแม้จะมีของดีวางอยู่รอบตัว ก็ไม่อาจหยิบฉวย ความผิดของตนแก่พระภิกษุอื่นเพื่อ เปลื้องโทษทางวินัย อันเป็นการฝึกใจ นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ฉันใด คนหัวดื้อว่ายาก ให้เป็นคนเปิดเผย ซื่อตรง เพื่อกำจัด แม้จะมีครู-อาจารย์ดีวิเศษแค่ไหน ก็ไม่สามารถ เหตุแห่งความเป็นคนว่ายากข้อหนึ่งคือ การชอบคิดปิดบังหรือคิดซ่อนเงื่อนใน ความผิดของตน นอกจากการ “ปลงอาบัติ” อันเป็น การเปิดเผยหรือแสดงความผิดของตนต่อ พระภิกษุรูปอื่นแล้ว ยังมีหลักเกณฑ์ทาง ศาสนาอีกอย่างหนึ่ง ที่ช่วยฝึกหัดให้กลาย เป็นคนว่าง่าย นั่นคือการ “ปวารณา” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือขอร้องให้ ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนได้ โดยเฉพาะ การประชุมสงฆ์ในวันสุดท้ายแห่งการ ถ่ายทอดเอาวิชา คุณความดี มาใส่ตัวได้ฉันนั้น” ถึงกระนั้น ก็มิได้หมายความว่า การปลงอาบัติก็ดี หรือการปวารณาก็ดี จะสามารถกำจัดพระซื้อให้หมดไปได้ เสียทีเดียว เพราะความจริงแล้วคนเรา ทุกคนต่างก็มีเชื้อดื้อถือดีอยู่ในตัว ด้วยกันทุกคน เพียงแต่ว่าใครจะมีมาก น้อยกว่ากันแค่ไหนเท่านั้น” คำสอนค่าปลอบให้เข้าใจเหตุผลเสียก่อน จิงจะยอมทําตาม และไม่ว่าจะดื้อแบบใด จะเป็น ดื้อด้านหรือต่อคิงก็ตาม ก็ใช้หลักของ พระพุทธศาสนาปกครองได้ทั้งสิ้น เพราะ พระพุทธศาสนาของเรามีทั้งคำสั่งและ คําสอนหรือที่เรียกว่า พระธรรมวินัย Kalyanamitra.org 494
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More