ข้อความต้นฉบับในหน้า
ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ประวัติ
พุทธศาสนา โดย
นัก วิ ช า ก า ร ช า ว
ต่างประเทศ น น
น
ศ า ส น า ต่ า ง ๆ น น
ที่เ
มี ธ ร ร ม ช า ติ ที่ เ ห มื อ น กั น
อย่างหนึ่ง
๖๒ ก ล ย า ณ ม ต ร
เป็นความรู้สึกร่วมกัน
อาตมาจะย้อนพูดถึงพระไตรปิฎกของเราสักนิดหนึ่งว่า ในพระไตรปิฎกของเรานั้น
ไม่มีตอนไหน ตอนใดตอนหนึ่งเลยที่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า คำสั่งสอนของพระองค์นั้น
มีอยู่เพียงเท่านี้ นอกจากนี้ไปแล้วไม่มี พระองค์ไม่เคยบอกเลยว่า ที่เทศน์ครั้งนี้
สำหรับคัมภีร์ของนิกายเถรวาทหมวดนั้นหมวดนี้ หรือของมหายานนิกายนั้น นิกายนี้
ชื่อสูตรนั้นสูตรนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ท่านให้หลักไว้มากมาย
แต่หลักสำคัญคือ “มหาปเทส ๔” เป็นการให้หลักไว้คร่าว ๆ ว่า คำสอนของ
พระพุทธเจ้าหรือพระธรรมวินัยนั้นมีหลักอย่างไรบ้าง อันไหนที่ตรงกันก็ถือว่า
เข้ากันได้ ก็ถือว่านั่นคือค่าสอนของพระองค์ อะไรที่ไม่ใช่ก็ถือว่าไม่ใช่ การจะศึกษา
พุทธศาสนาในยุคต้นให้เข้าใจอย่างแท้จริงนั้น ก็หมายความว่าต้องเอาคัมภีร์ต่าง ๆ
ซึ่งมีกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไปในนิกายต่าง ๆ มารวมกันดูซิ เรามาจัดหมวดหมู่
แยกแยะกันดูซิว่า อันไหนมันตรงกันอันไหนไม่ตรงกัน นำมาเปรียบเทียบกันดู แล้วมาดู
อันไหนที่มันตรงกันมากที่สุด และพิจารณาความหมายของคำพูดในคัมภีร์ตามยุคตามสมัยว่า
ธรรมอันใดน่าจะเป็นคำสอนในช่วงซึ่งเก่าที่สุดนั้น เราก็จะทราบว่าอันไหนมันน่าจะเก่าจริง
การทำอย่างนี้ไม่ใช่ของง่าย เราจะต้องใช้ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การจัดระบบ
หมวดหมู่ทางด้านคัมภีร์ต่าง ๆ ต้องรัดกุม ระบบนี้เอง แม้กระทั่งในประเทศไทยปัจจุบัน
เราก็ยังไม่ได้นำมาใช้กันเลย
ได้พบว่าพุทธศาสนาเกือบทุกนิกายบันทึกตรงกันว่า หลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว
เดือน มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ที่กรุงราชคฤห์ หลังจากนั้น
อีกประมาณ ๑๐๐ ปี ซึ่งก็เป็นเพียงตัวเลขกะคร่าว ๆ มีการสังคายนาครั้งที่ ๒
สำหรับเถรวาทเราก็ว่ามีการสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยมีพระเจ้าอโศกทรงเป็น
ผู้สนับสนุนในการทำสังคายนาที่กรุงเวสาลี เพื่อทะนุบำรุงและขจัดมลทินของศาสนา
จับพระเดียรถีย์สึกไปถึง ๖๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ รูป
เป็นที่น่าประหลาดใจว่า ในพุทธศาสนานิกายอื่นนั้น ไม่มีเรื่องการทำสังคายนา
ครั้งที่ ๓ เลย แต่มีการทำสังคายนาอีกครั้งหนึ่งในแคว้นแคชเมียร์ ซึ่งอยู่ทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียผู้สนับสนุนการทำสังคายนาครั้งนั้นก็คือ พระเจ้ากนิษกะ
กษัตริย์ซึ่งทรงทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างมาก
คือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้พุทธศาสนาก็ไม่มีข้อยกเว้น มีการเปลี่ยนแปลง
อยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน พออีกประมาณ พ.ศ.๕๐๐ คือก่อนคริสตกาลประมาณ ๑๐๐ ปี
มีปรัชญาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในพุทธศาสนา เรียกว่า “ปรัชญามหายาน” แล้วก็ระบาด
ในอินเดียภาคเหนือ อาตมาต้องเรียนให้ท่านทั้งหลายทราบเสียก่อนว่า
ๆ
มหายานนั้นไม่ใช่นิกาย มหายานนั้นเป็นเพียงปรัชญาอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น
และก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น ๆ ในสังคมของชาวพุทธในยุคโน้น
และก็ทวีอิทธิพลมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ใครฟังแล้วก็คิดเลื่อมใสต้องการจะเป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรารถนาพุทธภูมิ อธิษฐานเป็นพระโพธิสัตว์กันมาก
เกิดการเจริญเติบโตทางของความคิดนี้มากมาย จนในที่สุดครอบคลุมพุทธศาสนา
นิกายต่าง ๆ ทั่วประเทศอินเดียตอนเหนือ พุทธศาสนาทั้งหมดนั้นก็เลยใช้ชื่อ