ข้อความต้นฉบับในหน้า
การไปปฏิบัติธรรมที่วัดเป็นสิ่งจำเป็น
มากค่ะ เพราะตัวเราเปรียบเหมือนไม้อ่อน
ยังต้องการผู้แนะนำา ดูแลประคบประหงม
ถ้าเราปฏิบัติกันตามลำพังที่บ้าน นานไป
กำลังใจจะหมด
ทุกคนต่างสนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วย
ศรัทธาเต็มเปี่ยม ดรณีรัตน์เล่าว่า คุณพ่อ
ของเธอรักษาศีล ๘ ทุกวันพระและวันอาทิตย์
ส่วนคุณแม่จะรักษาศีล ๘ ตามความสะดวก
ไม่ได้กำหนดตายตัว ตัวเธอเองรักษาศีล ๕
ตั้งแต่เป็นนิสิตปีที่ ๑ จนถึงปัจจุบัน ส่วน
เพชรรัตน์เริ่มรักษาศีล ๘ อย่างจริงจัง เมื่อ
เป็นนิสิตปีที่ ๒ เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งสอง
คนตั้งมโนปณิธานแน่วแน่ว่า จะขอรักษาศีล
ไปชั่วชีวิต สำหรับวรรณรัตน์ ตามปกติ
รักษาศีล ๘ ในวันอาทิตย์เป็นประจำ เธอยัง
มีน้องชายอีกคนหนึ่งซึ่งเคยได้เข้าร่วมโครงการ
อบรมธรรมทายาท และอุปสมบทหมู่แล้ว
ดรณิรัตน์มีเหตุผลในการรักษาศีล ๘
ว่า
“อย่างแรกก็คือ เกิดเป็นผู้หญิงทำให้
พลาดโอกาสสร้างบุญกุศลหลายอย่าง เช่น
การบวช การรักษาศีล ๘ นอกจากจะช่วย
ย่นระยะเวลาการเกิดเป็นหญิงให้น้อยลง ๆ
แล้ว ยังทำให้มีเวลาสร้างบุญกุศลหรือทำงาน
อื่น ๆ มากขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องเป็นกังวลกับ
อาหารเย็นซึ่งเสียเวลามาก นอกจากนี้คุณแม่
เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะวันหนึ่ง ๆ ท่านทำแต่
งานเพื่อครอบครัว จนไม่มีเวลาศึกษาและ
ปฏิบัติธรรม ในขณะเดียวกันก็มีความห่วง
ความกังวลสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว
ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าค่ะ”
ส่วนเพชรรัตน์นั้น เธอเห็นว่าเรื่องการ
งดรับประทานอาหารเย็น ไม่เกี่ยวข้องกับ
เรื่องโรคกระเพาะเลย ทั้งนี้ก็เพราะ
“เมื่ออยู่ ม.๔ หนูเคยเป็นโรคกระเพาะ
ครั้นเมื่อเป็นนิสิตปี ๒ หนูก็เริ่มรักษาศีล
จำได้ว่า ๔ วันแรกก็รู้สึกหิวเหมือนกัน แต่
ต่อมาก็เป็นปกติ เดี๋ยวนี้โรคกระเพาะก็ไม่เป็น
ไม่คิดว่าการงดอาหารเย็นจะเป็นอุปสรรค
บ
กั ล ย า ณ ม ต ร ๑๐๙
Kalyanamitra.org