ข้อความต้นฉบับในหน้า
กั บ ก า ร แ ห่ ง น ก า
เรียกตัวเองว่า “มหายาน"
ม ห า ย า น นั้ น ถึ ง ไม่เกี่ ย ว การแบ่งนิกายนั้นเป็นการที่พระ ๒ กลุ่มแบ่งกันเองโดยถือเอาเงื่อนไขว่า “ข้าเคร่งกว่าเอ็ง”
เช่น พระกลุ่มหนึ่งอาจจะบอกว่า โกนคิ้วดี โกนคิ้วถูก อีกกลุ่มว่าไม่โกนคิ้วถึงจะถูก
อีกกลุ่มหนึ่งอาจจะบอกว่า ห่มผ้าหมุนซ้ายถูกต้อง ห่มผ้าหมุนขวาไม่ถูก หรือว่า
ทะเลาะกันเรื่องสีของจีวรว่า สีของจีวรอันนี้ดีกว่าอันนั้น อันนั้นเคร่งกว่าอันนี้ อันนั้นถูก
อันนี้ไม่ถูก การทะเลาะกันในเรื่องของสิกขาบทเล็กน้อยเหล่านี้แหละ เป็นจุดเริ่มต้น
ของการแบ่งนิกาย แต่ถ้าคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมก็จะไม่มีการแบ่งแยก ตัวอย่างเช่น
วัดพระธรรมกาย วัดเบญจมบพิตรฯ วัดมหาธาตุฯ หรือวัดพระเชตุพนฯ ทั้งหมดก็อยู่
ในนิกายเดียวกันคือ “มหานิกาย” ไม่มีการแบ่งว่า ถ้าเคร่งกว่าเอ็งในการปฏิบัติ
ถึงแม้แต่ละวัดจะมีวิธีการปฏิบัติสมาธิแตกต่างกันออกไป หรือมีความเห็นเรื่อง
ส ม อ ค ริ ส ต ค ต ว ร ร ษ ที่ ๒
ป ร ะ ห า ณ พ.ศ. ๗๐
ต่ อ ม า ป ร ะ ม า ณ พ.ศ.
๘。。
พระนิพพานแตกต่างกันออกไป มีความคิดว่าการปฏิบัติธรรมแบบนี้จะได้ผลดี แบบนั้น
ได้ผลดีแตกต่างกันออกไป แต่ว่าทั้งหมดนั้นก็ยังอยู่ในนิกายเดียวกันทั้งสิ้น
ดังนั้น เมื่อใดที่พระภิกษุกลุ่มหนึ่งบอกว่า ช้าเคร่งกว่าเอ็ง แล้วก็แยกไม่ยอมลงโบสถ์
ไม่ยอมทำสังฆกรรมร่วมกัน ปรากฏการณ์อย่างนั้นเรียกว่า การแบ่งนิกาย
ส่วนเรื่องมหายานนั้น เมื่อในระยะต้นก็มีการเจริญเติบโตของความคิดเหล่านั้น มหายาน
จึงมีค่าสอนหลาย ๆ ความคิดปะปนกัน เพราะก่อนจะเกิดมหายานขึ้น ก็มีความคิดเห็น
เรื่องเกี่ยวกับพระนิพพานก็ดี กฎแห่งกรรมก็ดี เกี่ยวกับเรื่องอภิธรรมก็ดี เริ่มแตกต่างกันไป
มากมายแล้ว ยุคหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีความคิดใหม่เกิดขึ้นอีกว่า สรรพสิ่ง
ทั้งหลายนั้น ไม่มีอะไรนอกจากใจอย่างเดียวเท่านั้นคือ จิตรมาตรตา คือมีแต่ใจ
อย่างเดียว หรือทุกสิ่งไม่มีอะไรเลยนอกจากใจ นี่ก็เป็นความคิดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมา
ค่อนไปทางปรัชญาสักนิดหนึ่ง
ก็เริ่มมีปรัชญาอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นในอินเดียตอนเหนือ เรียกว่า “ปรัชญามัชญามิกะ
ต้นแบบมีครูบาอาจารย์อยู่ ๒ ท่านที่ได้รับความยกย่องจากพวกมหายานอย่างมาก
และถ้าเราหรือใครไปอ่านคัมภีร์มหายานก็คงได้ยินชื่อบ่อย ๆ คือ นาคารชุน เป็นพระภิกษุ
รูปหนึ่ง และอีกคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์เรียกว่า อารยะเทวะ ทั้งสองเป็นครูบาอาจารย์สำคัญ
ของปรัชญามัชญามิกะ เมื่อปรัชญานี้เกิดขึ้นมา ปรัชญานี้ก็มารวมกับของมหายานอีก
แล้วก็อยู่ภายในร่มไม้ชายคาเดียวกันกับมหายาน
เรื่อยไปอีกถึงประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ พุทธศาสนาได้รับอิทธิพลจากลัทธิตันตระ
ลัทธิตันตระนั้นเชื่อถือการใช้มนต์เป็นสิ่งสำคัญ เขา เชื่อว่า บุคคลสามารถตรัสรู้
ได้ด้วยมนต์ มนต์นั้นก็เป็นอุปกรณ์บังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือแม้จะบันดาลให้คนตรัสรู้ธรรมถึงขั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ได้ ลัทธิตันตระนี้ก็มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ ในพุทธศาสนามหายานยุคหลัง ๆ
แล้วก็ระบาดเข้าไปในประเทศจีน ทิเบต เรื่อยเข้าไปถึงญี่ปุ่น และเกาหลี ความคิด
ทั้งหมดที่ปนเปกันอยู่จนปัจจุบันนี้
อาตมาเล่าเรื่องนี้มาเป็นสังเขปก็เพราะว่า นี่เป็นประวัติพุทธศาสนา ที่อยากให้ทุกท่าน
Kalyanamitra.org
ก ล ย า ณ ม ต ร ๖๓