ข้อความต้นฉบับในหน้า
“เธอคงจะหายกลัวแล้ว?” อาจารย์กล่าวขึ้นเป็น
เชิงถามในตอนเช้าวันที่สี่ ขณะที่เตรียมจะเข้าไปบิณฑบาต
ในหมู่บ้าน
“หายกลัวแล้วครับ” อาตมาตอบท่าน
“ทำไมเธอจึงหายกลัว?” อาจารย์ถามอีก อาตมา
ตอบท่านไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าเป็นคำถามที่ลึกซึ้งเกิน
ความคิดของอาตมาในสมัยนั้น ท่านอาจารย์จึงกล่าวเป็น
ทำนองสอนต่อไปว่า เธอหายกลัว เพราะเธอรู้ความ
จริง เมื่อก่อนเธอไม่รู้ความจริง จึงหวาดกลัว การ
ไม่รู้ความจริงก็คืออวิชชาความโง่นั่นเอง เมื่อไม่รู้
ความจริงก็เกิดความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฐิเหมือน
คนไม่รู้หนทาง เดินตามทางผิดเพราะเข้าใจว่าเป็น
ทางถูก เพราะความเข้าใจผิด เธอจึงเข้าใจว่าเสียง
หมาหอน เสียงนกระทือ เสียงหนู เป็นการกระทำของผี
เมื่อเข้าใจผิดก็เกิดความหวาดสะดุ้ง บัดนี้เธอรู้ความจริง
แล้ว เข้าใจถูกต้องแล้ว ความกลัวจึงหายไป ต่อแต่นี้ไป
เธอจะไม่กลัวผีอีก
เมื่อท่านอาจารย์พูดมาถึงตอนนี้ อาตมาเกิด
ความสงสัย จึงเรียนถามท่านว่า
“แล้วผีจริง ๆ มีหรือเปล่าครับ ท่านอาจารย์?”
“ก่อนจะตอบปัญหาของเธอ เราจะอธิบายภูมิของ
สัตว์ให้เธอเข้าใจเสียก่อน บรรดาสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ
ทั้งหลายในโลกนี้ก็ดี โลกอื่นก็ดี พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า
สัตว์แปลว่าผู้ยังข้องอยู่ ติดอยู่ในวัฏฏะ ยังต้องเวียนว่าย
ตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ เมื่อใดออกจากวัฏฏะได้ บรรลุถึง
นิพพานเมื่อนั้นจึงจะพ้นจากความเป็นสัตว์
๓ ภพ
วัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของสัตว์แบ่งออกเป็น
สำหรับเป็นที่อยู่ของสัตว์ ๓ ประเภท คือ กามภพ
หมายถึงที่อยู่ของสัตว์ที่ประกอบด้วยขันธ์ ๕ คือ รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ยังมีอวิชชา ตัณหา
อุปาทาน โลภะ โทสะ โมหะ ยังกระทำกรรมทาง
ไตรทวาร ยังอาศัย รูป เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์ ภพที่สองซึ่งสูงขึ้นไปเรียกว่ารูปภพ หมาย
ถึงภพอันเป็นที่อยู่ของรูปพรหม สัตว์พวกนี้ยังประกอบ
ด้วยขันธ์ ๕ แต่ไม่ต้องอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเลี้ยงชีพ ยังมีอวิชชา แต่มีตัณหา
และอุปาทานเบาบาง ภพชั้นสูงสุดเรียกว่า อรูปภพ
เป็นที่อยู่ของอรูปพรหม สัตว์พวกนี้ไม่มีรูปขันธ์ มีแต่
นามขันธ์ ไม่มีตัณหา อุปาทาน มีแต่อวิชชา
สัตว์ในกามภพยังแยกออกไปอีกเป็นชั้น ๆ สูงต่ำ
ต่างกันตามกรรมของตน ๆ คือ สัตว์นรก เป็นสัตว์ชั้นต่ำ
ที่สุดเสวยผลแห่งกรรมชั่วของตนอยู่ในนรก เปรียบเหมือน
นักโทษที่อยู่ในเรือนจำ เปรตหมายถึงสัตว์ที่พ้นจากนรก
มาแล้ว แต่ยังมีเศษของกรรมชั่วเหลืออยู่ จึงต้องเสวยทุกข์
ต่อไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เปรียบเหมือนนักโทษที่ออก
จากเรือนจำมาแล้ว แต่ยังอยู่ในระหว่างภาคทัณฑ์ ยังอยู่
ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ ยังมีการกำหนดบริเวณให้อยู่
ชั่วระยะเวลาหนึ่ง สัตว์พวกที่สามเรียกว่า อสุรกาย
หมายถึงสัตว์ที่พ้นจากเปรตวิสัยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้มา
เกิดเป็นสัตว์หรือมนุษย์ กำลังเร่ร่อนแสวงหาที่เกิด
เปรียบเหมือนอดีตนักโทษที่พ้นจากภาคทัณฑ์แล้ว กำลัง
เร่ร่อนแสวงหางานทำและหาที่อยู่ สัตว์เดียรัจฉานที่ตาย
แล้ว แต่ยังไม่ได้ไปเกิดในกำเนิดอื่นก็ไปเกิดในกำเนิด
อสุรกายก่อน แม้มนุษย์ที่ตายแล้ว แต่จิตยังเป็นห่วง
กังวลในทรัพย์หรือคนรัก ยังไม่ได้ไปเกิดในกำเนิดอื่นก็ไป
เกิดในกำเนิดอสุรกายก่อน สัตว์ประเภทที่สี่เรียกว่า
กำเนิดเดียรัจฉาน ซึ่งเป็นสัตว์มีกายหยาบใกล้ชิดกับ
มนุษย์ เรารู้จักดีอยู่แล้ว สัตว์ทั้ง ๔ ประเภท คือ
สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดียรัจฉาน จัดว่า
เป็นอบายภูมิ แปลว่า ภูมิของผู้ไม่เจริญ เป็นทุคติ
เป็นที่อยู่อันลำบาก สัตว์ประเภทที่ห้าในกามภพก็คือ
มนุษย์เรานี่เอง สัตว์ประเภทที่ห้าเรียกว่า เทวดา ซึ่ง
แบ่งออกเป็นหลายพวก หลายชั้น บางพวกก็อยู่ตาม
ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ บ้านเรือน เรียกชื่อตามสถานที่อยู่
เช่น ภุมมเทวดาอยู่ตามแผ่นดิน รุกขเทวดา อยู่ตาม
ต้นไม้ เป็นอาทิ บางพวกก็อยู่ในสวรรค์ 5 ชั้น ตั้งแต่
กั ล ย า ณ ม ต ร ๙๑
Kalyanamitra.org