การทำสมาธิและการฟังเทศน์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 4 หน้า 86
หน้าที่ 86 / 124

สรุปเนื้อหา

คนก็เช่นกัน ถ้าจะให้ดี ตอนเช้าให้นั่งสมาธิ เสียก่อน เป็นการพรวนใจให้ฟูและแช่มชื่น พอตกบ่ายค่อยฟังเทศน์ แบบนี้ใจจะดูดซับ คำสอนได้มาก ในทางกลับกัน ถ้าฟังเทศน์ ในช่วงเช้า แล้วนั่งสมาธิในตอนบ่าย เดี๋ยว ก็หลับสัปหงกเพราะตอนบ่ายอากาศเริ่มอบ อ้าว ยิ่งถ้ากินตุนเอาไว้มาก เพราะกลัวตกดึก จะหิว อย่างนี้ท่านว่าหนังท้องตึงหนังตาหย่อน พอหลับตาก็ได้ที่นอนทันที ทำสมาธิไม่อยู่ หรอก ชาววัชชีรู้ว่า ปู่ย่าตาทวดได้ต่อสู้สร้าง อาณาจักร สร้างแคว้นมาด้วยความลำบาก ยากเข็ญ ได้เห็นข้อดีข้อเสียต่าง ๆ ในเรื่องกฎ และวินัยแล้ว จึงช่วยกันบัญญัติเอาไว้ อันไหน ที่เห็นว่าควรลบล้าง ก็ถอนก็เลิก เหลือแต่ ข้อดี ๆ เอาไว้ เขาจึงเต็มใจทำตามบทบัญญัติ เหล่านั้นโดยไม่เกี่ยงงอน นี่เขาทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สั่งสอน เขาจึงได้ชื่อว่า เ

หัวข้อประเด็น

- การทำสมาธิและการฟังเทศน์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

คนก็เช่นกัน ถ้าจะให้ดี ตอนเช้าให้นั่งสมาธิ เสียก่อน เป็นการพรวนใจให้ฟูและแช่มชื่น พอตกบ่ายค่อยฟังเทศน์ แบบนี้ใจจะดูดซับ คำสอนได้มาก ในทางกลับกัน ถ้าฟังเทศน์ ในช่วงเช้า แล้วนั่งสมาธิในตอนบ่าย เดี๋ยว ก็หลับสัปหงกเพราะตอนบ่ายอากาศเริ่มอบ อ้าว ยิ่งถ้ากินตุนเอาไว้มาก เพราะกลัวตกดึก จะหิว อย่างนี้ท่านว่าหนังท้องตึงหนังตาหย่อน พอหลับตาก็ได้ที่นอนทันที ทำสมาธิไม่อยู่ หรอก ชาววัชชีรู้ว่า ปู่ย่าตาทวดได้ต่อสู้สร้าง อาณาจักร สร้างแคว้นมาด้วยความลำบาก ยากเข็ญ ได้เห็นข้อดีข้อเสียต่าง ๆ ในเรื่องกฎ และวินัยแล้ว จึงช่วยกันบัญญัติเอาไว้ อันไหน ที่เห็นว่าควรลบล้าง ก็ถอนก็เลิก เหลือแต่ ข้อดี ๆ เอาไว้ เขาจึงเต็มใจทำตามบทบัญญัติ เหล่านั้นโดยไม่เกี่ยงงอน นี่เขาทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สั่งสอน เขาจึงได้ชื่อว่า เป็นพวกเล็กพริกขี้หนู วินัยเป็นมาตรฐานของ กลุ่ม ระเบียบวินัยที่บัญญัติไว้ใช้ในแต่ละ กลุ่มคน มีความแตกต่างกันในทางปฏิบัติอยู่ บ้าง เช่น ในระดับบ้านเมือง ก็มีกฎหมายสูงสุด คือ รัฐธรรมนูญ เป็นแม่บท จะทำอะไรก็ตาม จะต้องไม่ขัดกับแม่บท คือไม่ไปเพิ่มหรือตัด กฎหมายโดยพลการ เช่น กฎหมายที่มีอยู่นี้ฉัน ไม่พอใจ จะถอนทิ้ง เอากฎหมู่มาอยู่เหนือ กฎหมาย แบบนี้ไม่ควรทำ ในระดับวัด กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ขอให้รักษา ไว้ อย่าไปล้มง่าย ๆ และอย่าไปเพิ่มโดยไม่ จำเป็น ถ้าจะเพิ่มอะไรสักอย่างหนึ่งต้อง ประชุมตกลงร่วมกันให้ดี ไตร่ตรองให้มาก แต่โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่เป็นแม่บทเขาจะไม่แตะ ต้องกันเป็นอันขาด ในระดับพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรง กำหนดศีลของพระภิกษุไว้ ๒๒๗ ข้อ เหมาะ ๘๔ ก ล ย า ณ ม ต ร สมกับเพศภาวะของพระภิกษุดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปตัดไปเพิ่มเลย จะเก่งกว่า พระพุทธเจ้าไป บางคนว่าศีล ๘ มากไป ขอถือแค่ศีล ๓ ก็แล้วกัน อย่างนี้เป็นการต่อรองให้ผิดจาก มาตรฐาน หรืออาจมีบางคนขอยืดหยุ่นเวลา ฉันเพลเป็นบ่าย ๓ โมง หรือ ๓ โมง โยกโย้ อย่างนี้ไปขอดก้นหม้อกินก็แล้วกัน บางคน บอกว่าขอฉันตอนเที่ยงพร้อมฆราวาส ฉันเร็ว กลัวหิวตอนดึก แบบนี้ทานของญาติโยมเลย กลายเป็นสหายทานไป คือพระกับฆราวาส เสมอกัน ศรัทธาก็ไม่เกิดขึ้น อีกทั้งเขาก็จะ กินกับครอบครัวของเขา จะมาห่วงพระอยู่ได้ อย่างไร ปรับตัวดีกว่าปรับเกณฑ์ หน้าที่ของเราคือรักษาศีล ดังนั้นจึง ต้องเอาตัวเข้าไปหาหลักเกณฑ์ อย่าทิ้งหลัก เกณฑ์เข้ามาหาตัว การเอาตัวเข้าไปหาหลัก เกณฑ์นั้น บางครั้งต้องตะเกียกตะกายบีบคั้นตัว เอง แต่ก็ต้องอดทนฟันฝ่าอุปสรรคเข้าไป วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ให้ได้ เดือนหน้าให้ได้ เดือนหน้าไม่ได้ ปีหน้าได้ก็ยังดี ไม่ใช่พอฉันทำไม่ได้ บอกว่านั่นใช้ไม่ได้ เช่น ตัวเองไม่มีปัญญาไปพระนิพพาน เลย บอกว่าพระนิพพานไม่มี นิพพานสูญเปล่า..... “นิพพานัง ปะระมัง สูญญัง” จริง ๆ แล้ว ท่านหมายถึง นิพพานเป็นที่ว่างเปล่าจาก กิเลส คนใฝ่ดีจึงควรเอาตัวเข้าไปหาพระ ศาสนา ไม่ดึงศาสนาให้ตกต่ำเข้ามาหาตัว ถ้าเราทำตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ ไม่บัญญัติ สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ ไม่ถอนสิ่ง ที่พระองค์บัญญัติไว้แล้ว และสมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติ ไว้ ก็จะทำให้สถาบันคงตัวอยู่ได้นาน แสนนาน เพราะฉะนั้น อดทนปรับตัว ดีกว่าปรับเกณฑ์ (อ่านต่อฉบับหน้า) Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More