ข้อความต้นฉบับในหน้า
ต่อจากฉบับที่แล้ว
ตามถนนสายนั้นมีเงาร่มอยู่บ้างเล็กน้อย ทั้งสอง
ฟากถนนเป็นทุ่งนาโล่ง มีต้นฝ้ายสีเขียวยังไม่ออกดอก
ขึ้นอยู่ทั่ว ๆ ไป ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง มีมนุษย์ก้มตัวเคลื่อน
ไหวไปมา คนเหล่านั้นกำลัง “ตัดต้นไม้” กันอยู่
เด็กทั้งคู่ได้เดินมาเป็นเวลานานแล้วและมีอาการ
เงียบสงบ เขาถนอมกำลังไว้สำหรับใช้ในการเดินทอด
"อยู่อีกไม่ไกลนักหรอก พัตช์” เขาปลอบสุนัข
เสียงของเขาแทบแห้ง “แล้วเอ็งก็จะวิ่งกลับบ้านได้นี่นา"
ดวงตาของเด็กคนเล็กแจ่มใสขึ้นแล้วก็กลับมัวหมอง
ลง
“จะทำอย่างไร ถ้าคนนั้นไม่อยู่” เด็กคนเล็กถาม
"เขาจะต้องอยู่ซิน่ะ”
เด็กทั้งสองได้มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งและหยุดพัก
ใต้ร่มของอาคารอยู่ชั่วครู่ แล้วก็ออกเดินมาถึงประตูใหญ่
ทางเข้าสถาบันทัสดี ขณะที่ความเชื่อมั่นของเด็กคนโต
ชักจะสั่นคลอนไป ในเมื่อได้เห็นขนาดของประตูใหญ่
ผิดไปจากที่เคยเห็น ครั้งหนึ่งเขากับพี่ชายได้เคยเข้า
ประตูนั้นมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้เขาทั้งสองรั้งรออยู่ มองดู
สุดท้าย เมื่อเขาขึ้นไปถึงยอดเนินแห่งหนึ่ง เขาก็หยุด
สูดลมหายใจแก้เหนื่อยอย่างแรง ที่หมายปลายทาง
ของเขาคือทัสดีดี-อยู่อีกไม่ไกลเกินไปนัก เขามองเห็น
อาคารและพื้นดินเรียงรายอยู่ในบริเวณ ประดุจแผ่นภาพ
ที่ระบายด้วยสีเขียวและขาว กับมีตึกใหม่สีแดง มีถัง
เก็บน้ำสะท้อนแสงเป็นประกาย และปล่องควันอันสูงโดด รอบ ๆ เสาต้นใหญ่
สวรรค์น่ะคงจะต้องเป็นอย่างนี้แน่
“แกแน่ใจว่า เขาจะให้เราเข้าไปในนั้นเรอะ” เด็ก
คนอุ้มสุนัขชักสงสัยในโชคชะตานั้น
เด็กคนที่สองตอบด้วยความมั่นใจว่า
“แม่ชิน่ะ"
แล้วเขาถาม เพื่อจะตัดข้อโต้แย้งให้เด็ดขาด บอก
ไปว่า
“ก็พี่ชายของข้าไม่ได้อยู่ที่นั่นหรอกเรอะ”
แต่คนเล็กที่อุ้มสุนัขชักเริ่มหอบ
เด็กทั้งสองลงจากเนินและเดินต่อไปอย่างเร่งฝีเท้า
“คิดว่าแกคงจะอุ้มพัตช์ไปได้อีกสักประเดี๋ยวหนึ่ง
เน้อ”
คิดว่า-ทนอย
เขาไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย ต่อมาการสับเปลี่ยนกัน
อุ้มสุนัขก็เกิดขึ้น เด็กทั้งสองต่างก็ประคองสุนัขอย่าง
เบา ๆ อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ระมัดระวังแล้ว เจ้าสุนัข
ก็ยังส่งเสียงร้องครวญครางและเตะออกมาครั้งหนึ่ง
เหมือนกับรู้สึกเจ็บปวด
เด็กคนแรกนั้นเมื่อได้ปลดเปลื้องน้ำหนักถ่วงตัว
ออกไป แล้วก็เอามือถูแขนและขยับไหล่ของเขา ขณะที่
เริ่มออกเดินทางต่อไป
“ในจำพวกหมาผอมด้วยกันแล้วพัตช์หนักแน่
ไปเลย” เขาวิจารณ์
“หนัก” เด็กที่สองเห็นพ้องด้วย เขาพยายาม
หน่อยหนึ่งที่จะเปลี่ยนท่าอุ้ม แต่เจ้าสุนัขร้องขึ้นอีก จึง
ต้องหยุด
นักเรียนนายทหารคนหนึ่งมาเห็นเข้า จึงถามว่า
เด็กสองคนนั่น ต้องการอะไรหรือ?”
เด็กสองคนจึงเข้าไปหาเขา ตัวสั่นนิด ๆ
เด็กคนโตกลืนน้ำลายแล้วว่า
“เรามาหาท่านศาสตราจารย์คาร์เวอร์”
นักเรียนนายทหารจ้องดูเด็กสองคนอย่างเคร่ง
เครียด เขาเข้าใจในกิจธุระของเด็กนั้น
“สุนัขของแกเจ็บหรือ
“ขาของมัน-มันเดินไม่ได้ศาสตราจารย์คาร์เวอร์
คงจะทําให้มันหายได้”
“พ่อของฉันว่า--
“มันเป็นหมางาม” เด็กคนเล็กพูดผสมอย่างเร็ว
รถคาร์ตคันหนึ่งกำลังเข้าประตูมา นักเรียนนาย
“เฮ้! วอลต์ จะไปแถวสถานที่ของอาจารย์คาร์เวอร์
ทหารเรียกคนขับ
หรือ?-
“ไปที่นา ทําไมหรือ?”
“เด็กสองคนนี้จะพาสุนัขไปหาท่านอาจารย์คาร์
เว่อร์ ช่วยส่งเขาลงตามทางด้วยได้ไหม?”
“ได้ซิ โดดขึ้นมา เจ้าหนู”
คนขับกับเด็กที่มือเปล่าว่างอยู่ได้เอื้อมมาเพื่อจะ
ช่วยกันรับสุนัขออกจากการอุ้มที่บีบรัดอยู่อย่างแน่น
แต่มันกลับคำรามขู่จะทำร้ายเอา
เด็กมันว่า “นิ่ง พัตช์ เอ็งไม่รู้หรือว่า เรากำลัง
จะไปหาท่านศาสตราจารย์คาร์เวอร์
ต่อมาอีกสองชั่วโมง เด็กทั้งสองคนได้มานั่งพิงเสา
กั ล ย า ณ ม ต ร ๔๗
Kalyanamitra.org