วิสาขบูชา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2533 ฉบับที่ 5 หน้า 2
หน้าที่ 2 / 108

สรุปเนื้อหา

วิสาขบูชา วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ายใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นยามใกล้ ก เที่ยงของวันเพ็ญ เดือน 5 ท่ามกลาง มวลหมู่พฤกษชาติอันสดชื่นรื่นรมย์ ของวนอุทยานลุมพินีสถาน เจ้าชาย น้อยแห่งศากยวงศ์ พระบรมโพธิสัตว์ผู้ได้สะสม บารมีอันเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว ได้ประสูติจาก พระครรภ์มารดาสู่พื้นพิภพ เพื่อนำสัตว์โลกให้พ้น จากภัยอันหฤโหดของมหันตทุกข์แห่งการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏสงสาร ตราบจน พระองค์ทรงพระเกษมสำราญในโลกียสุข และชีวิตการครองเรือนเลิศยิ่งกว่าคนทั้งปวง ตร ได้ทราบความจริงว่า ทั้งตนและคนที่รักจักต้องแก่ ต้องเฒ่า ต้องเจ็บต้องป่วย และต้องตายจากกันไป ในที่สุด มิสามารถดำรงความสุขให้คงอยู่ในอัตภาพ ร่างกายนี้ตลอดไปได้ จึงได้สละราชสมบัติและ ความสะดวกสบายทั้งปวงมุ่งสู่หนทางแห่งความ หลุดพ้น เพื่อความสุขอันเป็

หัวข้อประเด็น

- วิสาขบูชา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

วิสาขบูชา วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ายใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นยามใกล้ ก เที่ยงของวันเพ็ญ เดือน 5 ท่ามกลาง มวลหมู่พฤกษชาติอันสดชื่นรื่นรมย์ ของวนอุทยานลุมพินีสถาน เจ้าชาย น้อยแห่งศากยวงศ์ พระบรมโพธิสัตว์ผู้ได้สะสม บารมีอันเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว ได้ประสูติจาก พระครรภ์มารดาสู่พื้นพิภพ เพื่อนำสัตว์โลกให้พ้น จากภัยอันหฤโหดของมหันตทุกข์แห่งการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏสงสาร ตราบจน พระองค์ทรงพระเกษมสำราญในโลกียสุข และชีวิตการครองเรือนเลิศยิ่งกว่าคนทั้งปวง ตร ได้ทราบความจริงว่า ทั้งตนและคนที่รักจักต้องแก่ ต้องเฒ่า ต้องเจ็บต้องป่วย และต้องตายจากกันไป ในที่สุด มิสามารถดำรงความสุขให้คงอยู่ในอัตภาพ ร่างกายนี้ตลอดไปได้ จึงได้สละราชสมบัติและ ความสะดวกสบายทั้งปวงมุ่งสู่หนทางแห่งความ หลุดพ้น เพื่อความสุขอันเป็นนิรันดร์ ด้วยความ คิดที่ว่า "ตนเองมีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่ นั่นเอง ตนเองมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา อยู่นั่นเอง ตนเองมีความตายเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาอยู่ นั่นเอง... ...เรามีอายุได้สามสิบหย่อนหนึ่ง โดยวัยได้ออกบรรพชา แสวงหาว่า "อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล” ดังนี้ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงศึกษาจากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในเวลานั้น และได้ทรงทดลองบำเพ็ญทุกรกิริยาทุกประเภท ก็ยังมิได้ประสบพบกับ ความสมหวังในหนทางแห่งความหลุดพ้น ความคิดได้บังเกิดขึ้นแก่พระองค์ว่า “ในอดีตกาลอันยาวยืดก็ดี... ในอนาคตกาลอันยาวยืดก็ดี... แม้ใน ปัจจุบันนี้ก็ดี สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดที่ได้เสวยทุกขเวทนากล้าแข็ง เผ็ดร้อนอันเกิดจากการทำความเพียรอย่างสูงสุด ก็เท่าที่เราได้เสวยอยู่นี้ ไม่ยิ่ง กว่านี้ไปได้ ...ความระลึกอันหนึ่งได้เกิดขึ้นแก่เราว่า...เมื่องานแรกนาของบิดา เรานั่ง ณ ร่มไม้หว้ามีเงาเย็นสนิท มีใจสงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย... มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกและสมาธิแล้วแลอยู่ ชะรอยนั่นจักเป็นทางแห่งการตรัสรู้... วิญญาณอันแล่นไปตามความระลึกได้มีแล้วแก่เราว่า นี่แล แน่แล้วหนทาง แห่งการตรัสรู้ ...ความแน่ใจอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราไม่ควรกลัวสุขอันเว้นจาก กามและอกุศลทั้งหลาย..... ความคิดได้มีแก่เราสืบไปว่า ก็ความสุขชนิดนั้น คนที่มีร่างกายหิวโหยเกินกว่าเหตุเช่นนี้ จะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มีเลย ถ้า ไฉนเราจึงกลืนกินอาหารหยาบคือ ข้าวสุกและ ขนมสดเถิด” หลังจากนั้นพระองค์จึงได้หวลมาพิจารณา ตรึกตรองถึงคุณและโทษของความคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก จนถึงเนก ธัมมวิตก อัพพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก ตลอดทั้ง กลางวันกลางคืน จนได้ข้อสังเกตว่า "...เมื่อเราตรึกตรองตามนานเกินไปนัก กาย จะเมื่อยล้า เมื่อกายเมื่อยล้า จิตก็อ่อนเพลีย เมื่อ จิตอ่อนเพลีย จิตก็ห่างจากสมาธิ เราจึงได้ดำรงจิต ให้หยุดอยู่ภายใน” เมื่อพระองค์ทรงฝึกสมาธิจนชำนิชำนาญแล้ว ประกอบกับพระวรกายของพระองค์ก็ทรงแข็งแรง สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นปกติ ครั้นถึงวันเพ็ญ เดือน 5 ทรงเลือกสถานที่อันสงบสงัดวิเวกริมฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา ประทับนั่ง ณ โคนต้นศรีมหาโพธิ์ โดยตั้งพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ว่า “แม้เลือดและเนื้อในกายจักแห้งเหือดเหลือ แต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ตราบใดที่เรายังไม่ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้รู้เห็นธรรมอันยิ่ง แล้ว จักไม่ยอมลุกจากสมาธิบัลลังก์นี้เป็นอันขาด” พระองค์ทรงนั่งสมาธิปรารภความเพียรมุ่งรุด หน้าไปด้วยพระทัยอันเด็ดเดี่ยว ตามเส้นทางอริย มรรคไปตามลำดับจนกระทั่งบรรลุถึง ธรรมกาย อันเป็นกายตรัสรู้ธรรมโดยอาศัย ธัมมจักขุ (ตา มองย้อนระลึกชาติในอดีต เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ธรรมกาย) ในยามต้นแห่งราตรีกาล ต่อจากนั้นทรงอาศัยตาธรรมกาย และญาณของธรรมกายตรวจตราการเกิด การตายของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เรียกว่า จุตูปปาตญาณ ในยามที่สองแห่ง ราตรีกาล ในปัจฉิมยาม ทรงขจัดอาสวะกิเลสได้จนหมดสิ้น บรรลุถึงกายธรรม พระอรหัต ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่า อาสวักขยญาณ เมื่อทรงบรรลุธรรมแล้ว พระองค์ทรงออกโปรดเวไนยสัตว์ให้เข้าถึง ธรรมจนกระทั่งพระชนมายุได้ ๔๐ พระชันษา อันชราและพยาธิเข้าเบียดเบียน ทรงปลงอายุสังขาร ถอดขันธ์ ๕ ของกายในภพ ไปตามลำดับ เหลือแต่ cn วิสุทธิขันธ์อันเป็นวิสังขารคือ ธรรมกาย เสด็จเข้าสู่อายตนะนิพพาน เสวย วิมุตติสุขสืบไปตลอดกาลอันเป็นนิรันดร์ ด้วยเหตุแห่งความอัศจรรย์อันปรากฏขึ้นได้ยากในโลกของการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประทานความสว่างไสวแก่ดวงใจ ของมวลมนุษยชาติ ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ ของวิสาขปุรณมี จึงเป็นวัน สำคัญที่สุดของชาวพุทธ ควรแก่การเลื่อมใสอันเลิศ ในพระตถาคตเจ้าผู้เลิศ จักได้บุญอันเลิศ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More