ข้อความต้นฉบับในหน้า
เสด็จไปสู่อายตนะนิพพาน ก็อาศัยเข้า ความใสความสว่างของดวงอาทิตย์
กลางดวงนี้ เครื่องหมายที่ใสสะอาดนี้ ดวงจันทร์ ดวงดาว น้ำ กระจก น้ำแข็ง
ดวงธรรมเบื้องต้นนี้อยู่ที่ศูนย์กลางกาย เราเคยเห็นมาแล้ว นึกอย่างเบา ๆ
ฐานที่ ๗ แล้วพระองค์ท่านก็ดำเนินจิต
ไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าไปพบธรรม
กายภายใน เพราะฉะนั้นฐานที่ ๗ นี้
เราต้องจำไว้ให้ดีนะจ๊ะว่า เป็นฐานที่
สําคัญที่สุด
สบาย ๆ ง่าย ๆ คล้าย ๆ กับเรานึกถึง
ภาพสิ่งของที่เราคุ้น หรือสิ่งที่เรารัก เช่น
นึกถึงภาพลูกของเรา พ่อของเรา แม่ของเรา
สามี ภรรยา และเพื่อนที่รัก หรือของที่รัก
ตลอดจนถึงสิ่งที่เราคุ้น ที่เคยเห็น เช่น
ภาพดอกบัว กุหลาบอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น
- การที่เรามาเกิดแต่ละภพแต่ละชาติ
ก็ตาม เรามีเป้าหมายอันสูงสุดก็คือการ ให้นึกถึงบริกรรมนิมิตง่าย ๆ ทำอย่าง
ไปสู่อายตนะนิพพาน ขจัดกิเลสอาสวะ ใจเย็น ๆ ให้ต่อเนื่องกันไป เนื่องจาก
๗ พอ
เป็นช่องลงไป กระทั่งในที่สุดใจก็จะหยุด
นิ่ง ๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่
ใจละเอียด หยุดนิ่งถูกส่วน จะเห็นฐานที่
๗ ได้ชัดเจน แล้วดวงนิมิตก็จะเกิดขึ้น
ใหม่ ๆ มโนภาพที่เราสร้างขึ้น ยังไม่
ค่อยชัดเจนเท่าไร แต่เมื่อเรานึกให้ต่อ
เนื่องไปเรื่อย ๆ สติไม่เผลอจากการนึกถึง
ดวงใสพร้อมกับคำภาวนา พอถูกส่วน
เข้าดวงนิมิตนั้นก็จะค่อย ๆ
ชัดเจนกระทั่งเรามีความรู้สึกยอมรับว่า
นี่คือการเห็นทางใจ ซึ่งคล้ายกับการเห็น
ชัดขืน
ให้หมดสิ้นไปให้ได้ แต่หนทางที่ไปสู่ เราไม่คุ้นกับการวางใจที่ศูนย์กลางกาย ด้วยตาเนื้อ คือมันจะชัดเจนเหมือนเรา
นิพพานต้องเข้ากลางฐานที่ ๗ ตรงนี้ บางครั้งพอเรานึกถึงภาพบริกรรมนิมิต จำลองภาพข้างนอกไปไว้ข้างใน ภาพที่
วางใจให้ถูกส่วนจนกระทั่งปฐมมรรคบังเกิด ก็อาจมีความคิดอื่นเข้ามาแทรกอยู่ในใจบ้าง ชัดเจนนี้เรียกว่า "อุคคหนิมิต” แต่ว่ายัง
ๆ
ขึ้นมาเป็นดวงธรรมเบื้องต้น เพราะฉะนั้น จะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เราอย่าไปฝืนมัน
ท่านที่มาใหม่ก็ให้เอาใจไปตรึกตรงนี้นะจ๊ะ อย่าไปต้านมัน ถ้ากระแสความคิดนั้น
เอาใจมาวางไว้ตรงฐานที่ ๗ นี้ แต่ รุนแรง จงปล่อยมันให้เป็นไปตาม
เนื่องจากว่าเรายังใหม่อยู่ ยังไม่คุ้นเคย ธรรมชาติก่อน ถ้าใจมันฟุ้งไปคิดเรื่อง
ต่อการที่จะเอาใจมาวางที่ตรงนี้ เรา
เหล่านั้น โดยที่เราไม่อยากที่จะไปคิด
อาจจะนึกไม่ออก เพราะฉะนั้นเราจะ ก็ให้บริกรรมภาวนากำกับไปด้วย โดย
ต้องกำหนดบริกรรมนิมิตขึ้นมาในใจคือ ภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง ๆ ๆ”
สร้างมโนภาพขึ้นมาในใจของเราว่า ตรง
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ มีดวงแก้ว
ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจีย
ทุกครั้งที่เราภาวนาว่า สัมมา อะระหัง
เราจะต้องไม่ลืมตรึกนึกถึงดวงใส เอาใจ
หยุดไปที่จุดกึ่งกลางดวงใสของบริกรรม
ระไนแล้ว ไม่มีขนแมว โตเท่ากับแก้วตา
นิมิตที่เราสร้างขึ้นมา ถ้าหากเรามีสติไม่
ให้เราสร้างมโนภาพขึ้นมา เราจะได้มีที่ เผลอจากบริกรรมทั้งสอง ภาวนาไป
หมายว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อยู่ที่ เรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ ใจเย็น ๆ ไม่
ตรงนี้ การที่เรานึกถึงของใส ๆ จะทำให้ ช้าใจก็ค่อย ๆ ละเอียดอ่อนลงไปตามลำดับ
ใจเราสะอาดบริสุทธิ์ไปด้วย และความใส ค่อย ๆ ปล่อยวางเรื่องภายนอก ไม่ช้า
เป็นสิ่งที่เรานึกได้ง่าย เพราะเราเคยเห็น ร่างกายก็จะรู้สึกเป็นโพรง
ๆ
เป็นปล่อง
Kalyanamitra.org
ๆ
เป็นภาพตาย ๆ อยู่ เป็นก้อนวัตถุที่ใส
บริสุทธิ์อยู่ในกลางตัว กลมรอบตัว ถ้ายัง
ละเอียดไม่ถูกส่วน ความกลมนั้นอาจจะ
ยังไม่กลมทีเดียว อาจจะเบี้ยว ๆ ไปก็มี
หรือรูปร่างแตกต่างจากทรงกลมไปบ้าง
เป็นรูปบ้าง ยาวบ้าง เป็นเหลี่ยมบ้าง
แต่ถ้าถูกส่วนแล้วจะกลม พอกลมแล้ว
เราจะเห็นคล้าย ๆ มีก้อนวัตถุอยู่ใน
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แต่ว่าเป็นแท่ง
ทึบ มีแต่ความใส แต่ไม่สว่าง พอถึง
ขั้นนี้คำภาวนาจะหายไปเอง หมดความ
จำเป็นที่จะใช้แล้ว ใจเราก็จะหยุดติดอยู่
ที่ศูนย์กลางกายตรงอุคคหนิมิตที่เราเห็น
แล้วจะไม่คิดไปที่ไหนเลย ใจจะหยุดนิ่ง
พอถูกส่วนเข้า อุคคหนิมิตที่เราเห็นก็จะ
ค่อย ๆ เหมือนมีชีวิตขึ้นมา คือมันจะ
กัลยาณมิตร ๒๓