สติและปัญญา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2533 ฉบับที่ 5 หน้า 97
หน้าที่ 97 / 108

สรุปเนื้อหา

จงเป็นผู้มีพร้อมทั้งสติและปัญญา : "อีกจำพวกหนึ่งมักจะประมาทตนว่า มูลนายโปรดปรานขึ้นแล้ว ฟุ้งเฟ้อเผลอสติว่าตนเป็นคนวิเศษ ไม่ทันไรก็มีอาการกลับกลายเป็นอย่าง อื่นไปก็มีชุม ความเช่นนี้เขาหมายความว่าสติบกพร่อง มีแต่ปัญญาอยู่บ้าง ก็ทะลวงทะลึ่งไปตามความคิด เพราะฉะนั้นควรจะฝักใฝ่ให้ ให้มีทังสติและ ปัญญาพอ ๆ กัน คำที่กล่าวและเข้าใจกัน บางทีดูเป็นความหมายว่า สติ และปัญญาความเดียวกัน ถ้าคำเดียวกัน ที่แท้เป็นคนละคำและคนละความ สติเป็นคำหนึ่ง ความหนึ่ง ปัญญาเป็นความหนึ่ง คำหนึ่ง ปัญญาคือ ความคิด สติคือความรู้สึก ดังจะอธิบายเปรียบเทียบว่า ปัญญา คือ ความที่จะกระทำงานใด ๆ ลุล่วงไปข้างหน้าแต่ภายเดียว สติ คือ ความเหนี่ยวรั้งพินิจพิเคราะห์เหตุการณ์เสียหายที่จะมี จะเป็นขึ้นด้วยอาการที่จะกระทำไปนั้น จะมีช่องทางเส

หัวข้อประเด็น

- สติและปัญญา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๒๘ จงเป็นผู้มีพร้อมทั้งสติและปัญญา : "อีกจำพวกหนึ่งมักจะประมาทตนว่า มูลนายโปรดปรานขึ้นแล้ว ฟุ้งเฟ้อเผลอสติว่าตนเป็นคนวิเศษ ไม่ทันไรก็มีอาการกลับกลายเป็นอย่าง อื่นไปก็มีชุม ความเช่นนี้เขาหมายความว่าสติบกพร่อง มีแต่ปัญญาอยู่บ้าง ก็ทะลวงทะลึ่งไปตามความคิด เพราะฉะนั้นควรจะฝักใฝ่ให้ ให้มีทังสติและ ปัญญาพอ ๆ กัน คำที่กล่าวและเข้าใจกัน บางทีดูเป็นความหมายว่า สติ และปัญญาความเดียวกัน ถ้าคำเดียวกัน ที่แท้เป็นคนละคำและคนละความ สติเป็นคำหนึ่ง ความหนึ่ง ปัญญาเป็นความหนึ่ง คำหนึ่ง ปัญญาคือ ความคิด สติคือความรู้สึก ดังจะอธิบายเปรียบเทียบว่า ปัญญา คือ ความที่จะกระทำงานใด ๆ ลุล่วงไปข้างหน้าแต่ภายเดียว สติ คือ ความเหนี่ยวรั้งพินิจพิเคราะห์เหตุการณ์เสียหายที่จะมี จะเป็นขึ้นด้วยอาการที่จะกระทำไปนั้น จะมีช่องทางเสียหายอย่างไรบ้าง เมื่อพิเคราะห์เห็นทางเสียและขัดข้องอย่างนั้นเช่นนั้น ๆ แล้ว ก็ยับยั้งและ แก้ไข เช่นนี้เรียกว่าสติ เหมือนประหนึ่งว่า ปัญญาเป็นคนที่หนึ่ง คิดทำการก่อสร้างหรูหรา ฟุ้งซ่านด้วยอาการต่างๆ คนที่สองคือ สติพิเคราะห์การที่ทำไปนั่นเห็นดีตลอด ปลอดโปร่ง ไม่มีทางเสื่อมเสียที่จะป้องกันรักษาได้ อย่างนี้ก็นับเป็นดีได้ว่า ประกอบพร้อมทั้งสติและปัญญา ถ้าคนที่หนึ่งคิดทำไป แต่คนที่สองคิด เห็นทางเสียหายหลายเท่า คิดรักษาและป้องกันมิได้ฤาได้ ก็ไม่เท่าที่เสีย เช่นนี้ ก็นับว่ามีปัญญาทำไม่ตลอด ยังแตกต่างกันอยู่กับสติ ซึ่งนับว่าสติ ตริตรองรอบคอบถูกต้อง ถ้าแม้ว่ามีปัญญาคิดจัดการอำนวยการอันใด ๆ ก็ดี ซึ่งเป็นที่สมควรไม่มีทางเสื่อมเสีย แต่สติขัดขวางไว้ ถ้าผัดผ่อนพิจารณา ยาวเวลาอันควรเกินไป อย่างนี้นับว่าสติมากเกินไป ทำให้เสียหายก็ได้ เพราะฉะนั้น สติและปัญญา สองอย่างนี้ ย่อมประกอบกับการใด ๆ จึงจะสำเร็จบริบูรณ์เป็นอันดี แต่ต้องมีเท่า ๆ กันด้วย จึงจะประเสริฐ ปัญญามากกว่าสติเกินไป ก็ทำให้ฟุ้งซ่านไป จะรักษาป้องกันกับกพร่อง ไม่เพียงพอ ความเสียหายก็บังเกิดมี แม้ว่าสติมากกว่าปัญญาเกินไป ก็เลยกลัวอะไรต่ออะไร วุ่นวาย สั่นระรัวกลัวไปหมด เลยทำอะไรกับเขาไม่ได้ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เสียประโยชน์ ที่ควรจะได้ ฤาทำอะไรไม่ทันเพื่อนเหมือนกัน เหมือนอย่างคนทำและ คนรักษา เมื่อทำมากเกินไปนัก การปกครองรักษาก็ไม่พอ ถ้าไม่ทำอันใดให้ พอกับคราวสมัยที่ควร ก็เสียเวลาเสียประโยชน์ โดยอันควรที่พึงจะทำ และจะได้ก็ไม่ได้ก็ เคู่กับเ เพราะฉะนั้นสติและปัญญาอันควรจะมีถ้ำกึ่งกัน การใดจึงจะสำเร็จ บริบูรณ์เป็นอันดี" Kalyanamitra.org คนเราโดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ จะ ทำการงานใด ๆ ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ถึง ข้อดีข้อเสียของงานนั้น ๆ เสียก่อน มิฉะนั้น จะไม่สามารถทำงานนั้นให้ก้าวหน้าไปได้ เพราะการงานใด 1 ก็ตามย่อมมีทั้งได้และ เสีย แม้กระทั่งการทำบุญ ยกตัวอย่างเช่น การตักบาตร การที่เราทำบุญตักบาตรทุกเช้า หาก ลำพังเราเพียงคนเดียวไม่มีคนรับใช้มาช่วย ก็ควรที่จะเตรียมอาหารสำหรับตักบาตรไว้ พอสมควร เท่าที่จะมีกำลังทำได้ อย่าให้ เกินตัว ไม่ใช่ว่าไม่มีลูกมือช่วยเลย แต่ เตรียมอาหารสําหรับตักบาตรพระไว้ถึงวันละ ๒๐-๓๐ รูป เช่นนี้เรียกว่าทำเกินกำลังไป ควรที่จะรู้จักประมาณกำลังตัวเองบ้าง การนั่งสมาธิก็เหมือนกัน พวกเรา ทุกคนคงจะทราบถึงผลดีของการนั่งสมาธิ ว่าเป็นการกลั่นกรองจิตใจของเราให้ละเอียด ให้ใส เป็นการสั่งสมบุญให้ยิ่ง ขึ้นไป ๆ ซึ่งน่าจะมีผลได้ ไม่น่าที่จะมีผลเสีย แต่ เนื่องจากเรายังต้องทำมาหากินอยู่ หรือ หากอยู่ในวัยเรียน ก็มีหน้าที่ ที่จะต้องเรียน ต้องศึกษา เพราะฉะนั้นจึงต้องรู้จักแบ่ง เวลาสำหรับการนั่งสมาธิ และเวลาสำหรับ การค้นคว้าหาความรู้อย่างอื่นให้พอเหมาะ พอควร เช่น หากอยู่ในวัยเรียนก็ควรที่จะ ให้ความสำคัญในการดูหนังสือ และทำ การบ้าน เป็นอันดับหนึ่ง แม้หลังจากทำ การบ้านเสร็จแล้ว ก็ไม่ควรที่จะไปเที่ยวเตร่ เฮฮาที่ไหน ควรที่จะให้เวลากับการนั่งสมาธิ หากเป็นวันเสาร์อาทิตย์ก็ควรจะมาวัดฟัง เทศน์เสียบ้าง เป็นการอบรมจิตใจ นอก เสียจากว่าเป็นช่วงใกล้สอบที่จะต้องใช้เวลา ดูหนังสือมาก อาจจะมาวัดเพียงตอนเช้า พอตอนบ่ายก็รีบกลับไปดูหนังสือ แต่ถ้า เป็นช่วงเปิดเทอม หนังสือตำราวางไว้ก่อน ได้ก็ควรที่จะตั้งใจฝึกสมาธิกันให้มาก ๆ ต้อง รู้จักแบ่งเวลาให้เป็น การถือศีล ๘ ล่ะจ๋าเป็นแค่ไหน บางคน ก็เห็นทุกอย่างเป็นบุญไปหมด เช่น เข้า พรรษานี้ เห็นเขารักษาศีล ๘ ก็อยากจะ กัลยาณมิตร ๙๕
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More