ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไม่เท่าไรก็ต้องตาย เมื่อได้ใช้ชีวิตให้สำราญ
เต็มที่แล้ว เราก็พร้อมอยู่เสมอที่จะต้อนรับ
ความตายซึ่งไม่แน่ว่า จะเยี่ยมกรายเข้า
มาในวันใด ความตายเป็นของแน่
แต่ชีวิตเป็นของไม่แน่ เพราะฉะนั้น
จงรีบใช้ของที่ไม่แน่เสียแต่วันนี้ เพื่อจะ
ได้ไม่เสียใจในภายหลัง ชีวิตเหมือน
ปุ๋ยสำลีในอากาศ ไม่แน่นอนว่าลมจะ
พาไปทิศใด และจะตกที่ไหน ด้วยเหตุนี้
เมื่อมีโอกาสจงรีบฉวยโอกาสนั้น โอกาส
งามมิใช่เป็นสิ่งหาได้ง่ายนัก เมื่อพลาด
โอกาสงามเสียครั้งหนึ่งแล้ว
มนุษย์เรามีความรู้สึก
ชั่วร้ายแอบแฝงซ่อนเร้น
อาจจะ
ต้องคอยไปอีกนานกว่าจะพบโอกาส อยู่ในดวงใจประจําอยู่แล้ว
อย่างนั้นอีก และบางทีอาจจะไม่ได้พบ
อีกเลยตลอดชีวิต”
“เกี่ยวกับคำครหานินทา” พระ
เทวทัตกล่าวต่อไปอย่างหนักแน่น "มัน
เป็นเสมือนคลื่นกระทบฝั่ง แล้วก็แตก
กระจายเป็นฟองฝอย เมื่อพระองค์
กระทำพระองค์เยี่ยงฝั่งที่แข็งแรงทนทาน
คลื่นนั้นจะทำอะไรได้ มันแตกกระจาย
ไปเอง อนึ่งคนในโลกนี้ใครจะไปสนใจ
เรื่องของคนอื่นอยู่นานนัก เรื่องของ
เขาเองมีอยู่ท่วมล้นพ้นตัว พระองค์อย่า
ทรงวิตกกังวลกับเรื่องนี้เลย
ความ
สุขความสำเร็จของพระองค์เอง ถ้า
พระองค์ไม่ทรงขวนขวายเอง ใครเล่าจะ
มาหยิบยื่นให้
พระราชกุมารเงยพระพักตร์ขึ้น
ทอดพระเนตรพระเทวทัตหน่อยหนึ่งแล้ว
ทรงก้มพระพักตร์ต่อไป พระเทวทัตจึง
ถวายพระพรเพิ่มเติมว่า
"องค์รัชทายาท! ความหวังดี
ของอาตมภาพที่มีต่อพระองค์นั้นลึกซึ้งนัก
ยากที่จะพรรณนาด้วยวาจาได้ แต่เมื่อ
พระองค์ไม่ทรงเห็นความหวังดีของอาตม
จะทรงปัดเรื่องนี้เสียก็แล้วแต่
ภาพ
พระทัยเถิด อาตมภาพขอถวายพระพร
ลากลับไปก่อน” ว่าแล้ว พระเทวทัตก็
๗๒ กัลยาณมิตร
ทำที่เหมือนจะลุกจากอาสนะ
พระราชกุมารทรงเห็นพระเทวทัต
แสดงอาการน้อยใจ ดังนั้นก็ตรัสหน่วง
เหนียวไว้ว่า “อันความหวังดีของอาจารย์
นั้นข้าพเจ้าประจักษ์แก่ใจอยู่ แต่เวลานี้
ยังปลงไม่ตกว่าจะกระทำประการใดดีให้
ประสบผลสำเร็จด้วยและปลอดภัยด้วย”
พระเทวทัตเห็นได้ที่ดังนั้นจึง
กล่าวว่า "ข้อนี้อาตมภาพเชื่อในพระสติ
ปัญญาตรองหาอุบายของพระองค์ เมื่อ
ตกลงใจอะไรแน่นอน การตรองหาอุบาย
เป็นเรื่องไม่ยากนัก” และแล้วพระเทวทัต
ก็ถวายพระพรลากลับไปด้วยดวงใจที่
เบิกบาน
คอยแต่สิ่งเร้าที่จะมา
เร่งเร้าให้ผุดโผล่ขึ้นมา
เมื่อใดเท่านั้น
เมื่อพระเทวทัต พระใจบาป
กลับไปแล้ว อชาตศัตรูราชกุมารเสด็จ
ขึ้นชั้นบนแห่งปราสาท ทรงหมกหมุ่น
กังวลพระทัยยิ่งนัก คำพูดของพระเทวทัต
คมคาย พรั่งพร้อมไปด้วยเหตุผลน่าฟังอยู่
และบัดนี้พระราชกุมารมีพระทัยเอนเอียง
ไปทางพระเทวทัตมากแล้ว แต่มีบางครั้ง
ที่มโนธรรมผุดพลุ่งขึ้นในพระทัย ทำให้
พระองค์ทรงยับยั้งที่จะกระทำปิตุฆาต
อย่างไรก็ตามมโนธรรมดังกล่าวนั้นน้อย
เกินไป จึงดูเหมือนจะไม่อาจต่อต้าน
ความรู้สึกที่ไหลเลื่อนไปตามคารมของ
พระเทวทัตได้ มนุษย์เรามีความรู้สึก
ชั่วร้ายแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ในดวงใจ
ประจำอยู่แล้ว คอยแต่สิ่งเร้าที่จะมา
เร่งเร้าให้ผุดโผล่ขึ้นมาเมื่อใดเท่านั้น
พระราชกุมารประทับยืนรับลมอยู่
ณ ช่องพระแกล ทิวากรจวนจะลับขอบฟ้า
ด้านตะวันตกอยู่แล้ว ลมโชยเพียงแผ่ว
เบาต้องพระวรกายชุ่มชื่น แต่พระทัย
ของมกุฎราชกุมารกำลังเร่าร้อนและมืดมน
- พระราชกุมารละสายพระเนตร
จากแสงพระสุริยาแล้วทอดพระเนตร
ลงตามองดูยังถนน งตัดผ่านตำหนัก
ทรงเห็นสุนัข ๒ ตัว กำลังแย่งเนื้อก้อน
Kalyanamitra.org