ข้อความต้นฉบับในหน้า
เป็นทุกข์นั้น ก็เป็นแต่เพียงวิธีสอน ไม่
ใช่ลักษณะมองแง่ร้าย เพราะเมื่อทรง
โชคชาตาได้บันดาลให้ข้าพเจ้า
สอนให้เป็น Optimist
เป็นการประหลาดมาก ที่มนุษย์ บังเอิญเป็นประจักษ์พยานและเห็นด้วย
บรรยายว่า สิ่งทั้งหลายเป็นทุกข์แล้ว ก็ เราชอบเป็น Pessimist คือชอบมองใน ตาตนเองอย่างน้อยสองครั้งที่มนุษย์ได้
ทรงค้นหาสมุฏฐานมูลเหตุแห่งความทุกข์ แง่ร้าย เมื่อมีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้น ใช้ความมานะพยายาม เปลี่ยนเหตุร้าย
แล้วก็ชี้หนทางดับทุกข์ซึ่งเรียกว่า มรรค เรามักมุ่งมองไปในทางที่จะเป็นผลร้าย ให้กลายเป็นดี เป็นบทเรียนที่เราจะหาดู
มีอยู่ ๔ ทางคือ ความเห็นที่ดี ความ แก่เรา แทนที่จะมองอีกทางหนึ่ง คือ
คิดที่ดี การพูดแต่ในทางดี การทำงานที่ดี มองว่าจะมีทางดีอันใดในเหตุการณ์นั้นบ้าง
การเลี้ยงชีพในทางดี ความพากเพียรใน การมุ่งมองในทางร้ายเรื่อยไปเช่นนี้เป็น
ทางดี การระลึกในทางดี และการตั้งใจ บ่อเกิดแห่งความวิตก
แน่วแน่ในทางดี
ได้ยาก ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีประโยชน์มาก
ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง การอ่านเรื่องต่อไปนี้
อาจเป็นการช่วยกำลังใจของเราเองไปในตัว
ข้าพเจ้าได้ออกไปรับราชการใน
ยุโรป เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒ (๓๒ ปีมาแล้ว)
อันที่จริงเหตุการณ์ไม่ว่าเรื่องใด
เห็นได้ว่า วิธีการของพระพุทธเจ้า ที่เกิดขึ้นแก่ตัวเราเองก็ดี หรือแก่ส่วนใหญ่ คือ เกือบทันทีที่มหาสงครามโลกครั้งที่ ๑
ก็เป็นวิธี Optimism สอนให้ดูให้คิดใน ส่วนรวมของหมู่คนก็ดี ย่อมมีทั้งทางดี ได้เสร็จสิ้นลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมนี
ทางที่ดี แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ฉลาด และทางไม่ดีอยู่ด้วยกัน มนุษย์ที่ได้รับ ตำแหน่งประจำของข้าพเจ้าอยู่ที่ปารีส
ทรงเห็นว่าความคิดที่มุ่งมองแง่ร้ายนั้น ความฝึกฝนให้มานะพยายาม เขาย่อม
แต่หน้าที่การงานของข้าพเจ้าเป็นงานพิเศษ
มีอยู่ในมนุษย์เป็นอันมาก จึงทรงตั้งต้น จะหาทางดีจากเหตุการณ์ที่คนอื่นเห็น ที่สถานทูตปารีสรับฝากให้ทำเช่นงานใน
สอนด้วยวิธี Pessimist แต่ลงท้ายก็ เป็นทางร้ายนั้นได้
ประเทศเยอรมนี ซึ่งยังมีสถานทูตและ
๓๔. กัลยา ณ มิตร