การแย่งชิงอำนาจ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2533 ฉบับที่ 5 หน้า 75
หน้าที่ 75 / 108

สรุปเนื้อหา

หนึ่งกันอยู่ สุนัขตัวขาวได้ก้อนเนื้อมาแล้ว ตัวสีแดงเข้าไปแย่ง ตัวสีขาววางเนื้อลง ยืนคร่อมไว้ ตัวสีแดงกำลังมากกว่าและ ตัวใหญ่กว่ากระโจนเข้ากับต้นคอของตัว สีขาว ตัวสีขาวร้องเสียงดังลั่นพยายาม สะบัดจนหลุดแล้ววิ่งหนีไป สุนัขสีแดงคาบเนื้อก้อนนั้นได้ คงจะนำไปกินที่ ออกวิ่งไปตามถนน มุมสงบมุมใดมุมหนึ่ง พอมันวิ่งไปได้ เพียงครึ่งทางสุนัขสีดำตัวหนึ่งเดินสวน มันเข้าขวางหน้าสุนัขสีแดง ทางมา พร้อมทั้งคำรามอย่างไว้อำนาจ สุนัข สีแดงยืนงงอยู่ครู่หนึ่งวางก้อนเนื้อลงกับ พื้นแล้ววิ่งหนีไป สุนัขสีดำตัวใหญ่และ ท่าทางทรงพลังแข็งแรง นอนกัดเคี้ยว ก้อนเนื้ออยู่ตรงนั้นเอง ทันใดนั้น คำสอนของพระเทวทัต ซึ่งยังคลุมเครืออยู่ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่ พระราชกุมาร สว่างโร่ปานประหนึ่ง จุดคบเพลิงขึ้น ณ มุมมืด "ตัวอย่างที่ เห็นย่อมเด่

หัวข้อประเด็น

- การแย่งชิงอำนาจ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

หนึ่งกันอยู่ สุนัขตัวขาวได้ก้อนเนื้อมาแล้ว ตัวสีแดงเข้าไปแย่ง ตัวสีขาววางเนื้อลง ยืนคร่อมไว้ ตัวสีแดงกำลังมากกว่าและ ตัวใหญ่กว่ากระโจนเข้ากับต้นคอของตัว สีขาว ตัวสีขาวร้องเสียงดังลั่นพยายาม สะบัดจนหลุดแล้ววิ่งหนีไป สุนัขสีแดงคาบเนื้อก้อนนั้นได้ คงจะนำไปกินที่ ออกวิ่งไปตามถนน มุมสงบมุมใดมุมหนึ่ง พอมันวิ่งไปได้ เพียงครึ่งทางสุนัขสีดำตัวหนึ่งเดินสวน มันเข้าขวางหน้าสุนัขสีแดง ทางมา พร้อมทั้งคำรามอย่างไว้อำนาจ สุนัข สีแดงยืนงงอยู่ครู่หนึ่งวางก้อนเนื้อลงกับ พื้นแล้ววิ่งหนีไป สุนัขสีดำตัวใหญ่และ ท่าทางทรงพลังแข็งแรง นอนกัดเคี้ยว ก้อนเนื้ออยู่ตรงนั้นเอง ทันใดนั้น คำสอนของพระเทวทัต ซึ่งยังคลุมเครืออยู่ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่ พระราชกุมาร สว่างโร่ปานประหนึ่ง จุดคบเพลิงขึ้น ณ มุมมืด "ตัวอย่างที่ เห็นย่อมเด่นชัดกว่าคำสอนเสมอ” ข้อนี้ ช่างเป็นความจริงเสียนี่กระไร! แล้วที่พระอาจารย์เทวทัตกล่าวว่า “อำนาจ เป็นใหญ่ในโลก” พระเทวทัตจะนำคำนี้ จริง มาจากใครก็ช่างเถิดแต่มันเป็นความจริง เป็นความจริงที่ไม่ควรจะคัดค้าน "เป็น โคต้องเป็นอุสุภราช เป็นช้างต้องเป็น พญาช้าง เป็นม้าต้องเป็นอาชาไนย เป็นคนต้องเป็นจอมคน” นี่คือคำพูด ของพระเทวทัต พระราชกุมารปรารถนา จะเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า "แม้เป็นสุนัขก็ ต้องเป็นจอมสุนัข” นี่เองคนทั้งหลาย จึงแย่งอำนาจกันนัก เมื่ออำนาจเข้า ณ ที่ใด ความยุติธรรมก็หลบหน้า คืนนั้นรัชทายาทแห่งมคธรัฐ บรรทมวางแผนการอยู่เป็นเวลาค่อนคืน เมื่อย่างเข้าสู่ปัจฉิมยามแล้วจึงบรรทมหลับ บท ๖ ความเป็นมาแห่งผู้สร้างนคร ปาฏลีบุตร ตอน ขึ้นครองราชย์ เช้ารุ่งขึ้น มกุฎราชกุมารแห่ง แคว้นมคธทรงแต่งพระองค์อย่างรัดกุม สอดพระแสงติดองค์ไว้อย่างมิดชิด เข้า 66 ที ทันใดนั้น เฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทรงตกลง ค่าสอนของพระเทวทัต ซึ่งยังคลุมเครืออยู่ ได้ปรากฏแจ่มแจ้ง แก่พระราชกุมาร สว่างโร่ปานประหนึ่ง จุดคบเพลิงขึ้น ฿ ณ มุมมืด Kalyanamitra.org พระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะปลงพระชนม์ สมเด็จพระราชบิดาตามคำแนะนำของ พระเทวทัต พระอลัชชี บุคคลผู้มีจิตคิดร้าย มีความไม่ สุจริตอยู่ในใจย่อมมีความกังวลและพิรุธ ดังนั้นเมื่ออชาตศัตรู ฉาบฉายออกมา ราชกุมารย่างเข้าพระตำหนักของสมเด็จ พระราชบิดา จึงมีพระอาการลุกลี้ลุกลน ผิดปรกติ ทหารรักษาพระองค์เห็นดังนั้น จึงทูลขออนุญาตตรวจค้น "ทำไมเราจะต้องถูกตรวจค้น ด้วย?” พระราชกุมารตรัสถาม “หม่อมฉันทำตามหน้าที่พ่ะย่ะ ค่ะ” ทหารรักษาพระองค์ทูลตอบ "ลูกจะเข้าไปหาพ่อเขา ทำไม จะต้องค้นด้วย? วันก่อน ๆ ฉันเข้ามา ทำไมจึงไม่ค้น?” ตรัสถามพร้อมด้วย ทรงถอยร่นออกมาเล็กน้อย "วันก่อน ๆ พระองค์มิได้ทรงมี พระอาการอย่างนี้พ่ะย่ะค่ะ วันนี้พระ ราชกุมารมีพระอาการที่ไม่น่าไว้วางใจ” ทหารรักษาพระองค์พูดอย่างมั่นคง "ระวังท่านจะคอขาด” พระราช กุมารตรัสอย่างพิโรธ "หม่อมฉันยอมพ่ะย่ะค่ะ แต่ หม่อมฉันกระทำตามหน้าที่ ทำเพื่อ ถวายความปลอดภัยแก่พระเจ้าอยู่หัว” และแล้ว ทหารทั้งสองนายเข้า ตรวจค้นพระราชกุมารและได้พบพระแสง ซึ่งพระราชกุมารซ่อนติดองค์มาด้วย จึง กัลยาณมิตร ๗๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More