ข้อความต้นฉบับในหน้า
66
ธรรมกายนี้จึงไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่ลัทธิใหม่ เป็นสิ่งที่สาคัญที่สุด
ในทางพระพุทธศาสนา จนอาจจะเรียกว่าเป็นตัวพระพุทธศาสนาก็ได้
เพราะค่าสอน ของพระพุทธเจ้าหลั่งไหลออกมาจาก ธรรมกายนั่นเอง
ค่าสอนทั้งหมดสรุปแล้วก็เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมกายนั่นเอง
ทำถูกต้องตามสูตรสำเร็จที่ให้เอาไว้แล้ว ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ วันนั้นเป็นวันที่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า" ซึ่งเป็น
เราก็จะเข้าถึงธรรมกายอย่างแน่นอน ใจของพระองค์ท่านเบิกบานสบายที่สุด กายธรรมที่ละเอียดที่สุด
ท่านทั้งหลายเชื่อหรือไม่ว่าพระ
เนื่องจากได้เสวยพระกระยาหารที่อร่อย
พุทธเจ้าของเรา เวลาท่านประสูติ ตรัสรู้ ที่สุดจากนางสุชาดา ที่เตรียมอาหารมื้อ
ปรินิพพานนั้น ท่านอยู่ที่เดียวกันตลอด
เลย คือดังนี้
สูติ
พระพุทธเจ้าของเราเวลาท่านประ
ท่านก็ประสูติจากศูนย์กลางกายฐานที่
๗ ตรงนี้ ฟังยากสักนิดหนึ่ง คือก่อนที่
นั้นไปถวายเทวดา หลังจากนั้นก็สรงน้ำ
ชำระพระวรกายให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
ใจสบาย ตกยามเย็นก็เอาชนะพญามาร
ได้อย่างสบาย ๆ คือท่านไม่ได้เคลื่อน
ไหวไปที่ไหน ใจท่านหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์
ถึงยามไหนท่านก็ทรงเปล่งอุทาน
ออกมาในยามนั้น เมื่อเห็นพระธรรมกาย
ครั้งแรกทรงอุทานว่า "อโห พุทโธ อโห
ธมฺโม อโห สงโม” ถ้าเป็นสมัยนี้ก็
แปลว่า นี่หรือพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้
ผู้รู้แจ้ง ผู้เห็นแจ้ง ในยามสุดท้ายก็ทรง
เปล่งอุทานว่า "เมื่อใดธรรมทั้งหลาย
ท่านเริ่มเข้าสู่ครรภ์พระมารดา ท่านก็ กลางกายของท่านอย่างนั้น ตรึกระลึก ปรากฏขึ้นแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่
๗
เข้าไปอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ถึงบุญบารมีของพระองค์ท่าน แล้วในที่
ของพระราชบิดาพระเจ้าสุทโธทนะก่อน สุดก็ชนะพญามารอย่างสบาย ๆ เมื่อ
โดยเข้าตามฐานไปตามลำดับ เป็น ชนะพญามารแล้ว ใจของท่านก็เคลื่อน
กายละเอียดเข้าไป เข้าจากปากช่องจมูก เข้าไปที่ศูนย์กลางกายเข้ากลางไปเรื่อย ๆ
ข้างขวาไปตามฐานต่าง ๆ เข้าไปหยุดนิ่ง
อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของพระ
ราชบิดา พอครบ ๗ วันบังคับพระราช
บิดาเคลื่อนเข้าไปหาพระราชมารดาเพื่อ
ประกอบธาตุธรรม เมื่อประกอบธาตุกัน
เห็นกายในกายภายใน ไปตามลำดับ
ยามที่หนึ่งท่านเข้าถึงกายธรรม
๓
พระโสดา เป็นพระโสดาบัน ตัดสังโยชน์
ได้ คือ หลุดจากขันธ์ ๕ ของ
กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม
ถูกส่วนแล้วก็เคลื่อนย้ายจากฐานที่ กายอรูปพรหม หลุดหมด ที่เรียกว่า
ของพระราชบิดาเข้าไปอยู่ที่ศูนย์กลาง
กายฐานที ๗ ของพระราชมารดา อยู่
ตรงนั้นธาตุหยาบก็ห่อหุ้มเอาไว้ เป็นจุด
เล็กใสเท่ากับเมล็ดงาที่สลัดออก ๒ ครั้ง
ปิดช่องระดูไม่ให้มีระดู แล้วก็หล่อเลี้ยง
เมื่อนั้นความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อม
สิ้นไป พราหมณ์นั้นย่อมขจัดมารและ
เสนามารนั้นได้ ประดุจดวงอาทิตย์อุทัย
ที่ผุดขึ้นมาขจัดความมืด ทำให้อากาศ
สว่างฉะนั้น” พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้
ตรัสรู้ตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้นั่นเอง
เวลาท่านจะดับขันธปรินิพพาน
เมื่อท่านเผยแผ่ธรรมกายไปเต็มที่แล้ว
ธรรมกายปักหลักได้เรียบร้อยแล้ว
สักกายทิฐิ หลุดหมด พอหลุดก็ติดอยู่ใน
กายธรรมพระโสดา หายสงสัยในทาง
ปฏิบัติที่จะไปสู่อายตนะนิพพาน หายสงสัย
เรื่องพระรัตนตรัย เพราะว่าพระองค์เป็น
อันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมพระโสดาแล้ว
ด้วยธาตุหยาบของพระราชมารดาไป หายสงสัยในเรื่องอดีตที่เวียนว่ายตาย
ท่านก็ปลงอายุสังขาร กำหนดวันที่
ท่านจะดับขันธปรินิพพาน ใจของท่านก็
อยู่กลางธรรมกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านเข้ากลางไปตามลำดับที่เรียกว่า เข้า
ไม่ซ้ำสมาบัติคือ เข้ากลางธรรมกายใน
ธรรมกายไปเรื่อย า เห็นช้อน ๆ กัน
ขึ้นมาตามลำดับ ยิ่งละเอียดเข้าไปเท่าไร
ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น สุขที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ยามที่สองท่านเข้าถึงกายธรรม
สุขที่ไม่มีประมาณ เป็นสุขที่ละเอียดอ่อน
สุขที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งมวล
ๆ
อรหันต์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรม
จนกระทั่งธรรมกายนั้นละเอียดสะอาด
เรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดครบกำหนดก็
ประสูติออกมา เพราะฉะนั้นท่านก็
ประสูติตรงนี้ ตรงฐานที่ ๗
เวลาท่านตรัสรู้ ท่านก็ตรัสรู้อยู่ที่
ตรงนี้ ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ใต้
๒๘ กัลยา ณ มิตร
เกิดด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ
พระอนาคามี
ยามสุดท้ายเข้าถึงกายธรรมพระ ท่านเข้ากลางธรรมกายไปเรื่อย
Kalyanamitra.org