ข้อความต้นฉบับในหน้า
0
6
O
คันธาระและวิเทหรัฐ ซึ่งเป็นแว่นแคว้นที่ เงามืดค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาบังดวง
อยู่ห่างกัน ทั้งสองกษัตริย์ ไม่เคย จันทร์ ที่เราเรียกว่าราหูอมจันทร์ ทำให้
พบปะเห็นหน้ากันมาก่อนเพียงได้ยิน
กิตติศัพท์ความดีของกันและกันเท่านั้น
แสงจันทร์มืดมัวไป พระเจ้าคันธาระ
โอกาสที่จะบำเพ็ญเพียรฝึกใจให้ใสสว่าง
เหมือนดวงจันทร์ที่มีราหูมาจับ
เรา
ควรสละทรัพย์สมบัติทางโลกให้หมด
ออกบวชเป็นฤาษีดีกว่า เราจะเที่ยวไป
ในป่าเหมือนดวงจันทร์ โคจรไปใน
ท้องฟ้าตามลำพัง
เราจะไม่เอาใครมา
เป็นธุระ จะไม่เที่ยวสั่งสอนอบรมใคร
ไม่เอาเรื่องเอาราวกับใครให้เหนื่อยยาก
เสียเวลา เราจะสอนแต่ตัวของเราเองเท่านั้น
พระเจ้าคันธาระมีพระราชดำริดัง
นี้แล้ว จึงมีรับสั่งประชุมประกาศสละ
ราชสมบัติให้อำมาตย์จัดหาผู้ที่เห็นสมควร
ขึ้นเป็นกษัตริย์ แล้วเสด็จออกบรรพชา
เป็นดาบสในป่าหิมพานต์
และอภิญญาให้เกิดขึ้น
อบรมฌาน
ฝ่ายกษัตริย์วิเทหะนั้น เมื่อพระองค์
ได้สดับข่าวจากพ่อค้าว่า พระเจ้าคันธาระ
เสด็จออกบรรพชาแล้ว ก็ทรงไตร่ตรอง
ถึงการกระทำนั้น ทรงคิดว่า พระเจ้าคัน
ธาระเป็นกษัตริย์ที่เป็นบัณฑิต มีความ
คิดและการกระทำที่คนทั้งหลายยกย่อง
นับถือ เคารพบูชาด้วยความจริงใจ ซื่อ
เสียงเกียรติคุณ และคุณงามความดี
ของพระองค์เลื่องลือไปทั่วทุกแว่นแคว้น
บ้านเมืองก็รุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์
พระองค์ยังสละทิ้งไปได้
การบรรพชา
ย่อมเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดของความเป็น
มนุษย์... เราจะมัวมาห่วงใยอะไรเล่า
กับทรัพย์สมบัติ บริวาร ลูกเมียอันเป็น
สิ่งสมมุติของมนุษย์ เราคงสละสมบัติ
อันเป็นเครื่องกังวลเหล่านี้แล้วออกบรรพชา
อย่างพระเจ้าคันธาระจะดีกว่า
กษัตริย์ทั้งสองนั้นต่างบวชเป็น
ทอดพระเนตรดูดวงจันทร์พร้อมกับทรง ดาบสในป่าหิมพานต์ ท่องเที่ยวบำเพ็ญ
วันหนึ่งเป็นวันเพ็ญอุโบสถ พระ นึกตำหนิว่า ดวงจันทร์นี้มัวหมอง ภาวนาไปในสถานที่ต่าง ๆ ตามใจชอบ
เจ้าคันธาระประทีบให้โอวาทเหล่าอำมาตย์ หมดรัศมีก็เพราะถูกราหูบังไว้ให้มืดมัว จนกระทั่งวันหนึ่งทั้งสองดาบสมาพบกัน
อยู่ พระองค์ทอดพระเนตรดูดวงจันทร์ เรามีข้าราชบริพารมาก ต้องคอยเอาใจ แต่จ๋ากันไม่ได้
อันแจ่มกระจ่างตาทางหน้าต่างที่เปิดไว้ ใส่ดูแล ต้องห่วงใย มีบ้านเมืองก็ต้อง
ในครั้งนั้นวิเทหะดาบสซึ่งบวชที่
ด้วยความบันเทิงพระทัย ขณะนั้นเกิดมี ปกครองไม่เป็นอิสระแก่ตัว เราถูกบดบัง หลังได้ดูแลรับใช้คันธาระดาบส
และ
กัลยาณมิตร