ข้อความต้นฉบับในหน้า
ธรรมกายชั้นพระอริยบุคคล เป็น
ส่วนเข้าดวงปัญญาก็ว่างลงเห็นกาย เพียงโคตรภูบุคคล นี่แหละเป็น
รูปพรหม
ธรรมกายตัวพระตถาคตละ
ละเอียดลงไปเห็นดวงปัญญา หยุด
นิ่งอยู่กลางดวงปัญญาอีก พอถูก
ไม่ถึง ๕ วา คือหย่อน ๕ วา ยังไม่ใช่ เห็นเป็นปกติ
พอเข้าถึงกายรูปพรหม
หยุดนิ่งอยู่ในกายรูปพรหม อยู่กลาง
กำเนิดศูนย์กลางกายรูปพรหมละ
32
แต่ว่าที่มาจะถึงตัวพระ
ตถาคตนี้ ต้องมาตามอัฏฐิงคิกมรรค
ประการ คือ สมมาทิฏฐิ สมมา
เอียด พอถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงศีล สงฺกปฺโป สมมาวาจา สมมากมุมนะ
หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า โต สมมาอาชีโว สมมาวายาโม สม
ก็เห็นดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่กลาง มาสติ สมมาสมาธิ จึงมาถูกทาง
เมื่อรู้จักพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
อย่างนี้แล้ว เราจะต้องท่าตัวของเราให้เข้า
ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อย่าง
นี้ ถ้าไม่เข้าถึงจะปฏิบัติศาสนาสักโกฏิชาติ
ก็ไม่อาจสามารถรู้รสศาสนาได้
ดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวง ของพระตถาคตเจ้า ถ้าไม่มาทาง
ปัญญา หยุดนิ่งอยู่กลางดวงปัญญา กลางก็ไม่เห็นพระตถาคตเจ้า ถ้า
ถูกส่วนเข้าก็เห็นกายอรูปพรหม ที มาเห็นได้ก็ทางนี้ละมาถึงกายธรรม
นี้หมดหน้าที่ของกายรูปพรหม
เมื่อพระตถาคตในเบื้องต้นยืนยัน
กายอรูปพรหม หยุดนิ่งอยู่ รับเป็นพยานว่า จักขุกรณี มีความ
ก็ถูกส่วนอีก พอถูกส่วนเข้าก็เห็น เห็นเป็นปกติ ญาณกรณี มีความรู้
ดวงศีล หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล เป็นปกติ เพราะเหตุว่ากายมนุษย์
เห็นดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่กลางดวง เห็นไม่เป็นปกติ รู้ก็ไม่เป็นปกติ
สมาธิ เห็นดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่ เพราะไม่มีญาณ กายมนุษย์ กาย
กลางดวงปัญญา พอถูกส่วนเข้าก็ ทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม
เห็นกายธรรม มีรูปเหมือนพระ ก็ไม่มีญาณ ส่วนกายธรรมมีญาณ
ปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม หน้าตัก พูดถึงญาณ จักขุกรณี กระทำให้
ที่
กายมนุษย์เห็นไม่ปกติ คือ
เห็นอย่างไร? ที่ถูกเห็นว่าไม่ถูก ที่
ไม่ถูกเห็นว่าถูกอย่างใด ไม่จริงเห็น
ว่าจริง อย่างใดจริงเห็นว่าไม่จริง
ไม่สวยไม่งามเห็นว่าสวยงาม ที่สวย
งามเห็นว่าไม่สวยงาม ผิดกันอย่างนี้
เห็นเป็นปกติเห็นอย่างไรก็รู้อย่างนั้น
เพราะว่ากายมนุษย์ กายทิพย์ กาย
รูปพรหม กายอรูปพรหม มีความ
เห็นไม่เป็นปกติ รู้ก็ไม่เป็นปกติ
ส่วนกายธรรมมีความเห็น
เป็นปกติ รู้เป็นปกติ เห็นตลอดหมด
รู้ด้วยญาณก็รู้ตลอดหมด ตรงกับ
ความเห็นทุกอย่าง ไม่ต่างกัน เห็น
ตามถูก รู้ตามถูก สิ่งใดเป็นสุขก็
เห็นว่าเป็นสุข กายธรรมเมื่อเข้าถึง
แล้วสงบ เมื่อเป็นกายมนุษย์ กาย
ทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูป
พรหมไม่สงบ ฉะนั้นจะเรียกว่า
“อุปสมาย” ไม่ได้ “อภิญญาย” กาย
มนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม
กายอรูปพรหมจะรู้ยิ่งไม่ได้ กาย
ธรรมรู้ยิ่งได้ ที่ว่ากายมนุษย์ กาย
ทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม
รู้ยิ่งไม่ได้คือ รู้ไม่ชัด รู้เหมือนฟ้า
แลบ ไม่ชัดเหมือนญาณ เมื่อมีญาณ
แล้วรู้ชัดเหมือนกลางวัน อย่างนั้น
เรียกว่า “อภิญญาย” เรียกว่า รู้ยิ่ง
จริง ยิ่งกว่ากายมนุษย์ ยิ่งกว่ากาย
ทิพย์ ยิ่งกว่ากายรูปพรหม ยิ่งกว่า
กายอรูปพรหม “สมโพธาย” รู้พร้อม
รู้พร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ตามจริง
๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ กัลยาณมิตร