ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทั้งเสียงเพลง ทั้งแสงสีจากการ สังคมตามลุ่มน้ำซึ่งย่อมอาศัยน้ำเป็น ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศ
ประดับประตาหรือจากการจุดดอกไม้ไฟ สำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญญาชาติเจริญ สักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที่
และการเล่นรื่นเริงต่างๆ ที่มีขึ้นทั่วไป งอกงามดี และมีน้ำเจิ่งนองในฤดูน้ำ ตราบเท่ากัลปาวสาน”
บนผืนแผ่นดินไทยในคืนนี้ ช่วยให้ หลากก็ทำกระทงลอยบูชาไปตามกระ ด้วยเหตุนี้ พระราชพิธีลอย
บรรยากาศของเทศกาลลอยกระทงเต็ม แสน้ำ เพื่อเป็นการขอบคุณแม่พระคงคา กระทงจึงได้ปรากฏสืบต่อมา โดยเรียก
ไปด้วยสีสัน น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย หรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำและความอุดม ประเพณีนี้ว่า “ลอยกระทงทรงพระ
ประกอบกับผู้คนส่วนใหญ่มักนิยมออก สมบูรณ์มาให้
ประทีป” ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้น
จากบ้านไปลอยกระทงร่วมกันตาม
มักเสด็จประทับเรือพระที่นั่งไปถวาย
ครั้นต่อมา จึงได้มีเรื่องของคดี
สถานที่ที่มีการจัดงาน จึงทำให้งาน ทางศาสนาและความเชื่อถือของตน ดอกไม้เพลิงบูชาพระรัตนตรัยทุกอา
ลอยกระทง ประกวดนางนพมาศและ
รามหลวงที่อยู่ริมน้ำรอบกรุง และทอด
พระเนตรการขับร้อง การรื่นเริงสนุก
มหรสพต่างๆ ที่ช่วยดึงดูดผู้คนให้มา
เที่ยวงานกันมากมาย
ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชอบวันลอยกระ
ทง เพราะถือว่าเป็นโอกาสของความ
สนุกสนานแบบไทยๆ มองไปทางใดก็
จะพบเห็นผู้คนที่แต่งกายงดงาม มี
ดวงหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หรือร่วมวง
แต่ละท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องในภายหลัง
เช่นพิธีของพราหมณ์ก็กระทำเพื่อบูชา
พระผู้เป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร
พระนารายณ์ และพระพรหม ทาง
พระพุทธศาสนาของเราก็มีการชักโคม
เพื่อบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งประดิษ
ฐาน ณ หาดทรายลุ่มแม่น้ำนัมมทา
ส่วนพวกที่นับถือผี ก็กระทำพิธีนี้เพื่อ
ร้องรำทำเพลงกันอย่างมีความสุข และ ทำบุญส่งไปให้เปรตหรือบูชาดวงวิญ
ดูเหมือนจะมีอยู่ไม่น้อย ที่ปล่อยตัวมัว
แต่สนุกสนานเพลิดเพลินเสียจนลืมคิด
ไปว่า ประเพณีนี้มีขึ้นเพื่ออะไร?
ความเป็นมาของ
ประเพณีลอยกระทง
ญาณของบรรพบุรุษ เป็นต้น
การลอยกระทงในสมัยกรุงสุโขทัย
สนานของประชาชนตลอดยามราตรี
เป็นที่สำราญพระราชหฤทัย เมื่อเสด็จ
อารามโด พนักงานก็จะจุดดอกไม้
เพลิงพุ่มพะเนียงพลุถวาย ทำให้เกิด
แสงสว่างไสวพวยพุ่งจับหลังคาโบสถ์
วิหาร น่าทัศนายิ่งนัก
ลอยกระทงในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ปรากฏว่าประเพณีลอยกระทง
ยังคงเป็นที่นิยมสืบเนื่องกันมาถึงสมัย
กรุงศรีอยุธยา เรียกว่า “พระราชพิธี
จองเปรียงลดชุดลอยโคม” หรือ “พระ
ราชพิธีจองเปรียง” คำว่า จอง คือ
หมายไว้กำหนดไว้ ส่วน เปรียง คือ
น้ำมันไขข้อโค จองเปรียงจึงหมายถึง
การที่พระเจ้าแผ่นดินทรงทาเปรียงบน
เทียนที่จะจุดในโคมประทีป ก่อนที่จะ
ลอยหรือชักขึ้นสู่ยอดเสา
ในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัว
บรมโกษฐ์ คณะราชทูตลังกาที่เข้ามา
ดัง เพื่อติดต่อขอพระสงฆ์จากเมืองไทยไป
เผยแผ่พระศาสนาที่ลังกา ได้มีบันทึก
ในจดหมายเหตุกล่าวถึงพิธีลอยกระทง
ที่ได้พบเห็นในครั้งนั้นว่า
การลอยกระทงนี้เชื่อว่าเป็นประ
เพณีที่มีมาก่อนสมัยกรุงสุโขทัย ซึ่ง
เดิมเรียกว่า ชักโคม หรือ ลอย
ลอยโคม
ในเรื่องที่มาของการลอยกระทง แต่มามีการดัดแปลงและปรากฏเป็นพิธี
คงกล่าวได้เพียงว่าเป็นประเพณี
เทมมา อย่างเป็นทางการในสมัยกรุงสุโขทัยโดย
แต่โบราณ ส่วนจะโบราณขนาดไหน มีการระบุว่า นางนพมาศ พระสนม
มีต้นเค้ามาอย่างไร ดูเป็นสิ่งสุดวิสัยที่ ของพระร่วงได้คิดทำกระทงถวายเป็น
จะสรุปลงไปให้แน่ชัดได้ ด้วยพบว่า รูปดอกบัว ให้ทรงลอยไปตามสายน้ำ
ประเพณีนี้มีปรากฏอยู่ทั้งในอินเดีย จีน ไหล พระร่วงเจ้าทรงพอพระทัยใน
พม่า ลาว เขมร และไทย โดยแต่ละ กระทงรูปดอกบัวของนางนพมาศมาก
ชนชาติต่างก็อ้างที่มาและจุดมุ่งหมาย จึงได้โปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง
ไปคนละแบบสองแบบ จนไม่สามารถ
ระบุได้ว่าของใครมีมาก่อน ใครรับ
อิทธิพลมาจากใคร เมื่อไร แต่พอสรุป
ปรากฏใน “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์”
กล่าวถึงพระราชดำรัสของพระร่วงว่า
“แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ
ที่ประกอบการกสิกรรม ของคนใน
หนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสอง
ได้ว่าการลอยกระทงเป็นคติของชนชาติ กษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำ
“ตามบรรดาริมน้ำทั้งสองฟาก
ทุกวัด ต่างปักไม้ไผ่ลำยาวขึ้นเป็นเสา
กัลยาณมิตร พฤศจิกายน ๒๕๓๗ 09