ข้อความต้นฉบับในหน้า
โน้มปลายไม้ลงมาผูกเชือกชักโคมต่าง ๆ ราชพิธีนี้ยังคงทำกันเป็นพิธีใหญ่ โดย โปรดให้เลิกพระราชพิธีนี้เสีย เพราะ
ครั้นได้เวลา พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา มีจดหมายเหตุของเจ้าพระยาทิพากร ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองมาก แต่
เสด็จโดยกระบวนเรือ พร้อมด้วย วงศ์ระบุไว้ว่า พระราชพิธีจองเปรียงมี สำหรับประชาชนทั่วไปยังคงนิยมรักษา
กรมพระราชวังบวรสถานมงคล สม สืบต่อมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ ๒ ประเพณีนี้มาตราบถึงปัจจุบัน โดย
เด็จพระเจ้าลูกยาเธอและเจ้าพระยา และที่ ๓ พิธีนี้มีขึ้นในวันขึ้น ๑๔, ๑๕ เฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นมา
มหาอุปราช เรือที่เสด็จล้วนปิดทอง ค่ำ และแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ พระ
พระราชประเพณีลอยกระทงก็ได้รับการ
มีกันยากาดสีและผูกม่าน ในลำเรือ เจ้าอยู่หัวโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ ฟื้นฟูให้มโหฬารยิ่งใหญ่ขึ้นมาเหมือน
ปักเชิงทองและเงิน มีเทียนจุดตลอด และข้าราชการทำเป็นกระทงใหญ่บน เดิม เรียกว่า “พระราชประเพณีลอย
ลำ มีเรือข้าราชการล้วนแต่งประทีป แพหยวกกล้วย มีรูปร่างสัณฐานต่างๆ กระทงเผาเทียนเล่นไฟ” ซึ่งได้จัดให้มี
แห่น้ำตามเสด็จด้วยเป็นอันมาก ใน มีกลไกสำหรับเคลื่อนไหวแสดงอาการ ขึ้นที่พระราชฐานเมืองเก่าสุโขทัย โดย
พระราชพิธีนี้ยังมีโคมกระดาษทำเป็น ต่างๆ และยังมีดนตรีเล่นประจำ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม
รูปดอกบัวสีแดงบ้าง สีขาวบ้าง มี กระทงอีกด้วย พอถึงเวลาค่ำ พระ บรมราชกุมารีได้เสด็จฯ ไปทรงเปิดงาน
เทียนจุดอยู่นั้นปล่อยลอยตามน้ำลงมา เจ้าอยู่หัวก็เสด็จยังพระตำหนักเพื่อทรง ในปีแรก และได้จัดให้มีขึ้นต่อเนื่อง
ทุกปีเสมอมา มีการจุดประทีปนับเป็น
หมื่นๆ ดวงในบริเวณงาน มีการประดับ
เป็นอันมาก และมีระบำดนตรีเล่นมา
ในเรือนั้นด้วย”
การลอยกระทงในสมัย
ลอยกระทงพระประทีป
ต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรด
ให้เลิกการทำกระทงใหญ่ๆ โดยโปรด ประดาด้วยแสงสีอันวิจิตรงดงามตระ
ให้พระบรมวงศานุวงศ์แต่ละพระองค์ทำ
การตา มีขบวนแห่กระทงที่ยิ่งใหญ่
กรุงรัตนโกสินทร์
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระ
เรือลอยพระประทีปแทนกระทงใหญ่
ครั้นพอถึงสมัยรัชกาลที่
มโหฬารและมีผู้คนมาร่วมงานนับเป็น
๖ ก็ แสนๆ คน
๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ กัลยาณมิตร