ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๐ คน ลำบากมากไหมค่ะ
ไปติดตามดูกันว่าพวกเขาทำอย่างไรถึงสามารถ สร้าง
ความสมบูรณ์พร้อมและความเป็นปึกแผ่นให้กับครอบครัวได้
ผู้สัมภาษณ์ : อาม่าเลี้ยงลูกถึง
อาม่า : เมื่อก่อนลำบากมาก ทำงานทุกอย่าง เป็นกับกุ้งก็
ทำ รับจ้างเขาแบกหามอะไรก็ทำ ทำจนมือเจ็บไปหมด
ลูกก็ส่งเรียนได้แค่ ป.๔ พอลูกโตหน่อยก็ให้ช่วยกันทำมา
หากิน ช่วยกันค้าขาย แยกกันไปคนละทิศละทาง ขาย
มองกันคนละที่ ขายที่กาญจนบุรีบ้าง ขายที่ตลาดประตูผีบ้าง
แยกกันไปหมด เพราะเลือกไม่ได้ ต้องช่วยกันหารายได้
มาเลี้ยงครอบครัว แต่พอมาตอนหลัง มีเพื่อนแนะน่าให้
มาขายของที่ตลาดยิ่งเจริญ ก็ค่อยรวมลูกๆ มาค้าขายกัน
ที่นี่
ผู้สัมภาษณ์ : ตอนนั้นพี่น้องทั้ง ๑๐ คนในครอบครัว มี
ความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง
คุณไพรัตน์ (ลูกชายคนที่ ๓) : ตอนนั้นผมรับหน้าที่ มา
เปิดร้านขายของตั้งแต่ตี ๒-๓ เพราะเป็นตลาดเช้า พี่น้อง
ก็ช่วยกันทำ รวมกันอยู่ในกงสี แต่พอมาระยะหลังนี่ ผม
ติดเหล้า เพราะไปเช้าสังคมกับเพื่อนที่เป็นพ่อค้าเหมือนกัน
ตกเย็น ขายของเสร็จ ก็ตั้งวงกันเลย มีพรรคพวกประมาณ
๔๐-๕๐ คนได้ แต่เวียนกันมาตั้งวงประมาณวันละ ๑๐ คน
ผมเริ่มเมาจากดื่มเหล้าเพียงแก้วเดียว ตอนหลังติดแล้ว
ดื่มวันละเกือบขวดแม่โขง แต่ถ้าเป็นเบียร์ดื่มถึงวันละ 4 ขวด
ผู้สัมภาษณ์ : ดื่มเยอะขนาดนี้ และทุกวันด้วย เตี้ยกับ
แม่ว่าอย่างไรบ้างคะ
คุณไพรัตน์ : เขาไม่อยากเห็นเราเป็นแบบนี้ เขาพยายาม
บอกเราอยู่ ๗ ปี ให้เลิก แต่ผมก็ทำไม่ได้ มันดีดแล้ว ผม
สังเกตเห็นเขาเสียใจ ที่เวลามีคนในตลาดพูดถึงผมว่า “ไอ้
ขี้เหล้า” ให้แม่ผมได้ยิน คือคงไม่มีแม่ใครที่อยากเห็นลูก
เป็นแบบนี้ แต่ช่วงนั้นยังไงก็ยังเลิกไม่ได้ กำลังใจไม่พอ
ผมติดมากจนมือสั่นไปหมด
ผู้สัมภาษณ์ : เตี่ยล่ะคะ เขาว่ายังไง
คุณไพรัตน์ : เดี๋ยจะนั่งรอเปิดประตูให้ผมทุกคืน ผมจะกลับ
บ้านดึกตี ๑-๒ กลับมา ก็เมาไม่รู้เรื่อง ...บางทีผมบอก
เดี๋ยว่าผมเอากุญแจบ้านไปนะไม่ต้องเป็นห่วง แต่เดี๋ยก็จะ
นั่งรอเปิดประตูให้ อยู่หน้าบ้านทุกคืน คือเตี้ยเป็นห่วงเรา
เดี๋ยเห็นลูกกลับมานอนบ้านก็ชื่นใจ แต่แววตาที่เดียมองผม
bo ภัทยาณมิตร
มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
เหมือนจะบอกผมทุกครั้งว่า น่าจะเริ่มชีวิตใหม่ได้แล้ว
ผู้สัมภาษณ์ : เมาแล้วเคยเกิดเรื่องบ้างไหม
๓
คุณไพรัตน์ : เคยเมาฉลองปีใหม่ติดๆ กัน ๓ คืนเลย คืนที่
๔ ขับรถชนเสาไฟฟ้า เกือบตาย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่เข็ด
ยังเลิกไม่ได้.....
ผู้สัมภาษณ์ : ในหมู่พี่น้องเคยขัดแย้ง หรือไม่เข้าใจกัน
บ้างไหม
คุณพรชัย (ลูกชายคนที่ 5) : ตอนนั้นยอมรับว่าผมกับพี่
ไพรัตน์ไม่กล้าเข้าหากันเลย เจอกันก็ทะเลาะกัน คุยกันดีๆ
ได้ไม่กี่คำ จะเตือนอะไรก็ไม่ยอมกัน แต่หลังจากเช้าวัดแล้ว
เรื่องแบบนี้แทบไม่มีเลย
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วพี่น้องคนอื่นๆ เคยเตือนกันบ้างไหมค่ะ
คุณไพรัตน์ : ถ้าพ่อแม่เตือนผมเองยังพอฟัง แต่ถ้าเป็นพี่น้อง
นี่ ส่วนมากผมจะตะเบงใส่มากกว่า เพราะเราถือว่าเรา
เป็นผู้ใหญ่แล้ว ต่างมีครอบครัวกันแล้ว มีหน้าที่
รับผิดชอบแล้ว เป็นเรื่องส่วนตัวของผมมากกว่า แต่นั่น
เมื่อก่อนนะ เดี๋ยวนี้ไม่คิดแบบนี้ (ยิ้ม)
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วตอนหลังคุณไพรัตน์เลิกเหล้าได้ยังไงค่ะ
คุณวีรดี (ลูกสาวคนที่ ๒) : คือในครอบครัวพี่จะเข้าวัดคน
แรก ต่อมาเป็นพี่สาวแล้วก็พี่สะใภ้ พวกเราก็ไปปรึกษา
หลวงพ่อว่าอยากจะให้พี่ชายเรา ๓ คนเข้าวัด พา
ครอบครัวเข้าวัดให้หมด หลวงพ่อท่านก็แนะน่าว่า จะ
ท่า ได้ต้องเริ่มต้นจากตัวเราก่อนต้องทำทานตักบาตรทุกวัน
รักษาศีล นั่งสมาธิอธิษฐาน แล้วที่สำคัญชวนเขามาวัดบ่อยๆ
แต่ต้องพูดกับพี่เขาดีๆ
ผู้สัมภาษณ์ : คุณไพรัตน์ยอมมาหรือคะ
คุณวีรดี : ใหม่ๆ ก็ขอร้องให้ไปส่งเราที่วัดก่อน
ผู้สัมภาษณ์ : คุณไพรัตน์ไปแล้วเป็นยังไงค่ะ
คุณไพรัตน์ : ใหม่ๆ ก็ไปแบบเสียมิได้ แต่ตอนนั้นเราก็ได้
เห็นภาพดีๆ ที่มาวัด ช่วงนั้นผมยังแซวน้องสาวเลยว่า
อายุแค่ ๒๐ ยังไม่แก่ ทำไมเข้าแต่วัด แต่ผมก็สังเกตเขา
ตลอดนะ เห็นเขาใส่บาตร นั่งสมาธิทุกวัน แต่พอนานไป
ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า...เอ้ เราเองบอกว่าเราไปดื่มเหล้าพักผ่อน
เจอเพื่อนฝูงได้ผ่อนคลาย แต่ทำไมหน้าตาสง่าราศีเราถึง
แย่ลงๆ ทุกวัน ผิดกับน้องสาวเราบอกว่าเขาครี แก่ แต่
กลับมีสง่าราศีหน้าตาผ่องใสขึ้นเรื่อยๆ พูดจาก็มีหลัก มี