ข้อความต้นฉบับในหน้า
เป็นภาษาไทยง่ายๆ เด็กๆ ก็เข้าใจได้ พระราชพงศาจ
ดเรกรุงกัมพูชาจดไว้ชัดเจนว่า เมื่อพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์
(พ.ศ.๒๔๓๒-๑๔๕๓) ได้พระแก้วมรกตมาเช้าปากน้ำบัน
ทายมาสแล้ว พระองค์มีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เพราะว่าพระแก้วมรกตนี้ เป็นพระพุทธรูปประเสริฐสุด
ของไคเลนทรงศ์ มีค่าควรแก่เศวตฉัตรของพระเจ้าจักร
พรรดิ เพราะท่านผู้ดำริสร้างเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้สร้าง
ก็เป็นพระโพธิสัตว์ผู้รักษาพ
พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ (พระเจ้ายโศวรมันที่ ๑) จึงยก
ปราสาทราชวังของท่านถวายเป็นวัดพระแก้ว คือยกวัง
ผู้รักษาพระพุทธศาสนาสองพระองค์
เป็นวัดตามวัฒนธรรมไทย ทั้งปราสาทราชวังเดิมและผืน
แผ่นดินอันมีคูล้อมรอบ ตกเป็นทรัพย์สินของพระแก้ว
มรกตมาตั้งแต่นั้น พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ได้ออกไปสร้าง
พระราชวังใหม่ โดยเอาพนมผาแคงเป็นใจกลางพระนคร
เรียกว่า กรุงยโศธรปุระ.....
".....พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ได้ไปฟังธรรมในโบสถ์
พระแก้ว ไปรักษาอุโบสถ นั่งวิปัสสนาในโบสถ์พระแก้ว
จนเข้าใจหลักธรรมในพุทธศาสนาดี สามารถสั่งสอนพุทธ
ศาสนาแพร่พุทธศาสนาให้ข้าราชบริพาร เสนาบดี พราหมณ์
ปุโรหิต พวกพราหมณ์และเสนาบดีหลายท่านได้นับถือ
พุทธคาสนาและเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูพุทธศาสนา
ในรัชกาลต่อๆ มา..."
..เมื่อพระราชวังที่นครวัดเดิมชำรุดเสื่อมโทรม
หมดแล้ว พระเจ้าสุริยวรมเทวะที่ ๒ (พ.ศ. ๑๖๕๖-๑๖๙๔)
ลูกหลานของขอมได้มาสร้างปราสาทศิลาขึ้นไว้ตรงพระ
นครวัดเดิม เป็นปราสาทศิลาใหญ่โตมาก มีเก้ายอดเป็น
สัญลักษณ์พระธรรมเก้าคือ มรรค ผล นิพพานหนึ่ง
เพื่อยืนยันว่า ณ สถานที่นี้ พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ พระ
จักรพรรดิขอมผู้เรืองฤทธิ์ด้วย ทรงธรรมด้วย ได้เข้าถึง
พระธรรมโดยนั่งวิปัสสนา ณ ที่นี้เป็นประจำ ผู้ใดมารักษา
ศีลฟังธรรม บำเพ็ญวิปัสสนา ณ ที่นี้ จะได้รับกำลังใจ
ด้วยการระลึกว่า บรรพบุรุษของเราเคยถึงธรรม ณ ที่แห่งนี้
พระภิกษุเขมร ราษฎรเขมรเชื่อตามพงศาวดาร จึงมา
นมัสการ ณ สถานที่นี้เป็นประจำทุกปีไม่มีขาด
เมื่อฝรั่งแรกมาปกครองเขมร ได้พยายาม
บิดเบือนความจริงโดยหาว่าพงศาวดารเขียนไว้ผิด ฝรั่ง
ว่าปราสาทนครวัดนี้เป็นเขาพระสุเมรุของฝ่ายศาสนา
พราหมณ์ ฝรั่งยังแกล้งดัดเรียกคำ ภาษาไทยว่า “นครวัด”
เป็น “อังกอรวัด” เพื่อให้เพี้ยนไปจากภาษาไทย เพื่อว่าใครๆ
จะได้หลงไปตามว่าพระนครวัดเป็นของพวกพราหมณ์ไม่
เกี่ยวกับภาษาไทยแต่อย่างใด...."
ผมว่าข้อคิดเห็นของนายธรรมทาส พานิชนี้ก็ดูดี
มีเหตุผลน่ารับฟังไม่น้อย ฉะนั้น จึงยากที่จะฟันธงลงไป
ได้เด็ดขาดว่านครวัดนี้ แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นสร้างเป็น
เทวสถานหรือพุทธสถานกันแน่ เพราะทั้งศาสนาพุทธและ
คาสนาพราหมณ์หรือฮินดูต่างแพร่หลายควบคู่อยู่ใน
อาณาจักรกัมพูชามานานนับพันๆ ปี ยุคใดที่ศาสนาฮินดู
เฟื่องฟูก็เอาเทวรูปบ้าง คิวลึงค์บ้างมาตั้งบูชา ยุคใดที่
พระพุทธศาสนารุ่งเรืองก็เอาพระพุทธรูปมาประดิษฐาน
แทนที่เป็นอย่างนี้ตลอดมา
ระเบียงภาพจำหลักรอบปราสาทนครวัด
๑.๕๔ ณ ด มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕