ข้อความต้นฉบับในหน้า
หน้าสุดท้าย : นวธรรม
ผู้รู้จักกาลเวลา
ปีใหม่แล้ว ชีวิตที่ผ่านมา วันเวลาที่ผ่านไป ได้นำความชรา
มาเป็นของขวัญให้แก่ทุกคนโดยไม่มีหนทางหลีกเลี่ยง เพราะมวล
มนุษยชาติ เมื่อเกิดขึ้นตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไปในที่สุด ดังนั้นเราทั้งหลาย
...อย่าปล่อยตัวปล่อยใจไปดับสิ่งที่ไร้สาระ ควรตระหนักและเร่งขวนขวาย
แสวงหาหลักของชีวิตให้ดีที่สุด เพื่อความมั่นใจในชีวิตที่ปลอดภัยตลอดไป
บัณฑิตในกาลก่อนกล่าวว่า “บุคคลใดที่มีกิจอันควรใช้เวลาทำอย่าง
ช้าๆ กลับรีบทำเสียเร็ว แต่ในเวลาที่ควรรีบด่วนทำ กลับทำอย่างช้าๆ
ผู้นั้นย่อมตัดรอนประโยชน์ของตน ส่วนบุคคลใดที่เวลาจะต้องทำกิจ
อย่างช้าๆ ก็ทำอย่างช้าๆ และถ้าจะต้องรีบทำกิจใด ก็รีบด่วนทำทันที
ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นอย่างบริบูรณ์
ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา เป็นคุณสมบัติของนักทำงาน นักบริหาร
หรือผู้มุ่งหวังความเจริญรุ่งเรือง เพราะสามารถแยกแยะได้ว่า
สิ่งใดควรทำก่อนทำหลัง หรือไม่ควรทำ สิ่งที่ควรทำก็คือ ความ
ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน การเป็นผู้มีความรับผิดชอบ
สูง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของกาย วาจา และใจสุจริต ส่วนสิ่ง
ที่ไม่ควรทำก็คือ ความเกียจคร้าน เพราะถ้าเกิดขึ้นดับ
บุคคลหรือครอบครัวหรือชุมชนใด ก็จะมีแต่ความ
เสื่อมต่อบุคคลครอบครัวหรือชุมชนนั้น เพราะโทษ
ของความเกียจคร้าน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์และ
ปัญหาอย่างมากมาย
ต้นปีใหม่นี้ เราต้องรีบเร่งฉวยโอกาส
เมื่อรู้ว่า กิจอันใดเป็นสิ่งที่ดีและควรทำา ต้องรีบทำสิ่ง
นั้นให้สำเร็จอย่ามัวรอช้า โดยไม่เกียจคร้านหรือเอา
ความเหนื่อยล้ามาเป็นข้ออ้าง เอาเรื่องการงานมา
เป็นข้อแม้ กิจอันควรที่จะต้องรีบเร่งทำอย่างเต็มกำลัง
ก็คือ การสร้างบุญบารมี และอย่าดูเบา มองข้ามการ
สร้างบารมีด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
อย่างต่อเนื่อง เพราะบุญบารมีย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่ง
ความสุข ความสำเร็จของชีวิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การทำใจ ให้หยุด ...นิ่ง ...สบาย
...ที่ศูนย์กลางกาย ภายในตัวเราทำอย่างต่อเนื่องให้ได้ทุกวัน ทุก
อิริยาบถ ไม่ช้าใจก็หยุดนิ่งสนิทถูกส่วนเราก็จะเข้าถึงที่พึ่งภายใน
คือ พระรัตนตรัยที่มีอยู่ภายในตัวเราทุกคนและมีความสุขที่แท้
จริงตลอดปีตลอดไป...
๒๐๐ ลัลยาณมิตร มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕