ข้อความต้นฉบับในหน้า
ว่ามีกำลังก๊อกสองสำรองไว้กระนั้น
อาการคึกคักที่เกิดขึ้นแก่พวกเราราวกับได้รับน้ำ
ทิพย์มาชโลมใจชูกำลังเช่นนี้ ทำให้ผมนึกถึงนายอองรี มูโอต
(เ-เด็ก Aol101) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ได้
ดั้นด้นบุกป่าฝ่าดงมาถึงนครวัดแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๓
หรือราวร้อยสี่สิบปีก่อนโน้น โดยแกได้เขียนบรรยายถึง
ความรู้สกตอนที่ได้มาเห็นนครวัดเป็นครั้งแรกว่า
มันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ๆ ที่ชาวกรีกและชาว
โรมันได้เคยสร้างไว้ นครวัดเป็นสิ่งที่สูง
สงางาม
ามที่สุดและได้
รับการรักษาไว้อย่างดีที่สุดในบรรดาอนุสาวรีย์ทั้งหลายซึ่ง
คนโบราณได้ทิ้งไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง มันทําให้นัก
เดินทางอย่างข้าพเจ้าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ทำให้จิตใจ
เต็มไปด้วยความเบิกบานและชื่นฉ่ำราวกับผู้ที่เดินทางใน
ทะเลทรายแล้วได้พบโอเอซิสอย่างนั้น...”
ข้อเขียนของนายอองรี มูโอต์ดังกล่าวเท่ากับ
เป็นการกระตุ้นให้ชาวยุโรปและชาวโลกทั้งหลายเกิด
ความสนใจเกี่ยวกับนครวัดกันมากขึ้น เพราะหลังจากนั้น
ก็มีบรรดานักสำรวจมุ่งหน้ามายังนครวัดกันมากมาย
หลายคณะ และหลายท่านก็ได้รับชื่อเสียงจากงานศึกษา
ค้นคว้าเกี่ยวกับนครโบราณแห่งนี้เป็นอย่างมาก อาทิ ดูอาท
เดอลาเกร์ หลุยส์ เดอลาปอร์เต หลุยส์ ลิโนต์ หิลิปป์
สแตน ยอร์ช เซเดส์ เป็นต้น ส่วนนักปราชญ์ของไทยที่
เคยมาเที่ยวชมหรือเขียนหนังสือไว้จนเป็นที่เลื่องสือก็คือ
.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ม.ร.ว.ศ
และนายธรรมทาส พานิช เป็นต้น
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรง
นิพนธ์ไว้ใน “นิราศนครวัด” เมื่อครั้งเสด็จประพาสนครวัด
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ว่า “เมื่อมาเห็นตัวนครวัดเข้าจริง
รู้สึกว่าผิดกับที่คาดหมายไว้แต่ก่อนอย่างไรคือดูใหญ่โตกว่า
ที่คาดหมายนั้นอย่างหนึ่ง ดูสง่างามกว่าที่คาดหมายด้วย
อีกอย่างหนึ่ง น่าชมช่างผู้คิดแบบอย่างแผนที่นครวัดว่า
เป็นช่างฉลาดทำให้จับใจคนดู เริ่มต้นแต่เมื่อถึงเชิง
ปากทางเข้านครวัดได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของมหา สะพานหินก่อนที่จะข้ามไปเช้าบริเวณทางด้านตะวันตก
ปราสาทที่ตั้งตระหง่านท้าทายอยู่เบื้องหน้าเข้าเท่านั้น แลดูปรางค์ประตูและพระระเบียงชั้นนอกมีปรางค์ใหญ่
ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็มลายหายไป กำลังวังชาไม่รู้
ว่ามาจากไหน แต่ละคนต่างแสดงอาการคึกคักคล้ายกับ
ยอดสูงตระหง่านอยู่ข้างในก็งามจับใจเสียชั้นหนึ่ง เมื่อ
ข้ามสะพานผ่านประตูเข้าไปถึงลานในบริเวณเปลี่ยนรูปแล
พัดชา ธ ร มกราค!. พ.ค. ๖๕๒๕ ๑๕®