การไม่ประมาทในพระธรรม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2545 ฉบับที่ 1 หน้า 165
หน้าที่ 165 / 208

สรุปเนื้อหา

นี้ผ่านไปด้วยอิริยาบถเท่าไร ?” ภิกษุทั้งหลายเรียนตอบว่า “ด้วยอิริยาบถครบทั้ง ๔ ขอรับ” เลยพูดต่อว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ข้อนั้น สมควรละหรือ ? เราทั้งหลาย ควรเป็นผู้ไม่ประมาทไม่ใช่ หรือ ? เพราะเราทั้งหลายเรียนพระกรรมฐาน มาจาก สำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ และธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย สำหรับคนมักอวดไม่สามารถจะให้ ทรงยินดีได้ ด้วยว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น สำหรับคน มีอัธยาศัยงาม พึงให้ทรงยินดีได้ และขึ้นชื่อว่าอุบายทั้ง ๔ เป็นเหมือนเรือนของตัวเองแห่งคนผู้ประมาทแล้ว (ตก นรกเป็นปกติเหมือนไปมาบ้านตัวเอง) ขอท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด พระภิกษุถามท่านว่า แล้วท่าน ภันเตจะปฏิบัติสมณกิจอย่างไร ก็เลยตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักให้ทั้งพรรษาผ่านไปด้วยอิริยาบถ ๓ คือจ

หัวข้อประเด็น

- การไม่ประมาทในพระธรรม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

นี้ผ่านไปด้วยอิริยาบถเท่าไร ?” ภิกษุทั้งหลายเรียนตอบว่า “ด้วยอิริยาบถครบทั้ง ๔ ขอรับ” เลยพูดต่อว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ข้อนั้น สมควรละหรือ ? เราทั้งหลาย ควรเป็นผู้ไม่ประมาทไม่ใช่ หรือ ? เพราะเราทั้งหลายเรียนพระกรรมฐาน มาจาก สำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ และธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย สำหรับคนมักอวดไม่สามารถจะให้ ทรงยินดีได้ ด้วยว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น สำหรับคน มีอัธยาศัยงาม พึงให้ทรงยินดีได้ และขึ้นชื่อว่าอุบายทั้ง ๔ เป็นเหมือนเรือนของตัวเองแห่งคนผู้ประมาทแล้ว (ตก นรกเป็นปกติเหมือนไปมาบ้านตัวเอง) ขอท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด พระภิกษุถามท่านว่า แล้วท่าน ภันเตจะปฏิบัติสมณกิจอย่างไร ก็เลยตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักให้ทั้งพรรษาผ่านไปด้วยอิริยาบถ ๓ คือจักไม่เหยียดหลัง(ไม่เอาหลังแตะพื้นถึงไม่ได้ตั้งใจนอน ก็ตาม) เหล่าภิกษุพอได้ยินดังนั้นก็รับสาธุการกันยกใหญ่ว่า สาธุ ขอจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ขอรับ เมื่อพระเถระไม่จำกัด เดือนแรกผ่านไป โรคตาก็ เกิดขึ้น น้ำตาไหลออกจากตาทั้ง ๒ เหมือนสายน้ำไหล ออกจากหม้อทะลุ ท่านบำเพ็ญสมณธรรมตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าเข้าห้องนั่งสมาธิต่อ พอถึงเวลาบิณฑบาต ภิกษุ ทั้งหลายก็ไปยังสำนักของท่านเรียนว่า “ได้เวลาไป บิณฑบาตแล้ว ขอรับ” พระเถระตอบว่า “ท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายช่วยถือบาตร และ จีวรเถิด” ภิกษุทั้งหลาย เห็นตาของพระเถระนองน้ำตา รูปหนึ่งจึงเรียนถามว่า “นั่นเป็นอะไร ขอรับ” ท่านตอบว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ลมแทงตาของข้าพเจ้า รูปนั้นจึงเรียน ท่านต่อว่า ท่านขอรับ หมอปวารณาเราไว้ไม่ใช่หรือ ? เราควรบอกหมอ พระเถระตอบว่า ที่ละ ท่านผู้มีอายุหมอ ได้ทราบข่าวก็ให้ยามาหยอด แต่ว่าท่านตั้งใจไม่จำกัดทั้งพรรษาซึ่งหมายถึง การไม่เอาหลังแตะพื้นด้วย เนื่องจากในการรักษาต้อง นอนหยอด ยาจึงจะออกฤทธิ์ได้เต็มที่ พอท่านไม่ทำอย่าง ที่หมอแนะน่า โรคก็ไม่หาย สุดท้ายหมอมาดูอาการแต่ ด้วยความตั้งใจที่เด็ดเดี่ยว ยอมเสียค่าดีกว่ายอมเสียสัจจะ เมื่อไม่นอนหยอดหมอก็ตอบปฏิเสธไม่รักษาให้ท่านอีกต่อไป เมื่อพระเถระไม่จำ วัด เดือนแรกผ่านไป โรคตาก็เกิดขึ้น น้ำตาไหลออกจากตาทั้ง ๒ เหมือนสายน้าไหลออกจากหม้อหะลุ ฟานบำเพ็ญสมณธรรมตลอดทั้งคืน แทนที่พระเถระจะน้อยใจกลับมีหัวใจที่เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม ดังที่ท่านได้เตือนตัวเองว่า "ผู้มีอายุ ท่านจักเห็นแก ดวงตาหรือจักเห็นแก่พระพุทธศาสนาก็ในสังสารวัฏอันมี ที่สุดอันใครตามค้นไปก็ไม่ได้ การนับตัวท่านผู้ตาบอดหา นับได้ไม่ และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ตรัสรู้ดับขันธ ปรินิพพานก็หลายร้อยหลายพันพระองค์แล้ว ใน พระพุทธเจ้าเหล่านั้น พระพุทธเจ้าแม้แต่พระองค์เดียวก็ กำหนดไม่ได้" ท่านได้ผูกใจไว้เดี๋ยวนี้เองว่า “จักไม่เหยียด หลังจนตลอด ๓ เดือน นะนั้น ดวงตาของท่าน เสื่อมเสีย หรือแตกเสียก็ตามเถิด ท่านจงทรงไว้พระพุทธศาสนาเถิด อย่าเห็นแก่ดวงดาเลย” เมื่อกล่าวสอนตนเองต่อได้กล่าวคาถาเหล่านี้อีกว่า “ดวงตาที่ท่านถือว่าเป็นของตัว เสื่อมไปเสียเถิด หูเสื่อม ไปเสียเถิด กายก็เป็นเหมือนกันอย่างนั้นเถิด แม้สรรพสิ่ง อันอาศัยกายนี้ ก็เสื่อมไปเสียเถิด เหตุไฉน ท่านจึง ประมาทอยู่" พระและถูกหมอบอกไม่รักษาให้แล้ว เพราะหมอเองก็กลัวเสียชื่อที่รักษาไม่หาย พระเถระเมื่อ ถูกหมอปฏิเสธก็ปฏิบัติธรรมตามปกติ หลังจากนั้นไม่นาน พอเที่ยงคืนผ่านไปทั้งดวงตา ทั้งกิเลสของท่านได้ แตกดับไปพร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ดวงตาแห่งสัจจะของท่านที่ได้มืดบอดมานับชาติ ไม่ล้วนได้สว่างแล้ว ด้วยการเอาดวงตาภายนอกเข้าแลก 4:1 48 + มกราคท พ.ศ. ๒๕^' 5
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More