การศึกษาและความสามารถของปัญจาวุธ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม หน้า 17
หน้าที่ 17 / 120

สรุปเนื้อหา

นอบยิ่งกว่าลูกกษัตริย์ทั้งหลาย ครั้น ท่านรับแล้วก็เฝ้าปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด ทั้งตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างขะมักเขม้น จริงจัง เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของ พระอาจารย์ยิ่งนัก ในที่สุด ด้วยพระสติปัญญา อันเฉลียวฉลาด และความอุตสาหะ วิริยะเป็นเลิศ เพียงเวลาผ่านไป ไม่นาน ปัญจาวุธกุมารก็สามารถ ศึกษาศิลปศาสตร์ได้สําเร็จครบทุก แขนง ในด้านการรบพุ่ง ทรงมี ความชานาญยอดเยี่ยมในการใช้ อาวุธสำคัญทั้ง ๕ ชนิดสมดังคำ ทำนายของโหราจารย์ทุกประการ และทรงถืออาวุธทั้งหมดนั้นเป็น อาวุธประจําพระองค์ ครั้นได้เวลาสมควร ปัญจาวุธ กุมารก็กราบลาพระอาจารย์กลับคืนสู่ พระนครพาราณสี แต่เนื่องจากทรงมี พระประสงค์จะชมภูมิประเทศที่แปลกตา ออกไป จึงมิได้เดินทางกลับตามเส้นทาง เดิม ทรงลัดเลาะไปตามป่าเขาน้อยใหญ่ เที่ยวชมความงามของธรรมชาติด้

หัวข้อประเด็น

- การศึกษาและความสามารถของปัญจาวุธ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

นอบยิ่งกว่าลูกกษัตริย์ทั้งหลาย ครั้น ท่านรับแล้วก็เฝ้าปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด ทั้งตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างขะมักเขม้น จริงจัง เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของ พระอาจารย์ยิ่งนัก ในที่สุด ด้วยพระสติปัญญา อันเฉลียวฉลาด และความอุตสาหะ วิริยะเป็นเลิศ เพียงเวลาผ่านไป ไม่นาน ปัญจาวุธกุมารก็สามารถ ศึกษาศิลปศาสตร์ได้สําเร็จครบทุก แขนง ในด้านการรบพุ่ง ทรงมี ความชานาญยอดเยี่ยมในการใช้ อาวุธสำคัญทั้ง ๕ ชนิดสมดังคำ ทำนายของโหราจารย์ทุกประการ และทรงถืออาวุธทั้งหมดนั้นเป็น อาวุธประจําพระองค์ ครั้นได้เวลาสมควร ปัญจาวุธ กุมารก็กราบลาพระอาจารย์กลับคืนสู่ พระนครพาราณสี แต่เนื่องจากทรงมี พระประสงค์จะชมภูมิประเทศที่แปลกตา ออกไป จึงมิได้เดินทางกลับตามเส้นทาง เดิม ทรงลัดเลาะไปตามป่าเขาน้อยใหญ่ เที่ยวชมความงามของธรรมชาติด้วย ความเบิกบานพระทัยไปตลอดทาง ทรงเดินทางรอนแรมอยู่ในป่า หลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะเสด็จ ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ เข้าสู่ดงไม้ใหญ่ข้าง หน้า ก็ได้ยินเสียงชาวบ้านตะโกนเรียก มาแต่ไกลให้หยุดคอยก่อน ครั้นพวกเขา วิ่งตามมาทันแล้วก็ละล่ำละลักเดือนว่า “พ่อหนุ่ม อย่าไปทางนั้นเลย ใน ป่าข้างหน้าที่เห็นน่ะ มียักษ์อาศัยอยู่ มันดุร้ายมาก ผู้คน ช้างม้า ที่หลงเข้าไป ในเขตของมันถูกจับอีกเนื้อดินเป็นว่าเล่น กระดูกเกลื่อนกลาดเขียว พ่อจะไป เมืองไหน... เปลี่ยนเส้นทางเสียเถอะ” ปัญจาวุธกุมารทราบเรื่องแล้วก็ มิได้ทรงนึกครั่นคร้ามเกรงกลัวยักษ์นั้น แม้สักนิด ทรงกล่าวขอบใจชาวบ้าน แล้วรับรองอย่างแข็งขันว่า พระองค์ สามารถเอาตัวรอดได้ ชาวบ้านเหล่านั้น จึงได้แต่ทอดถอนใจด้วยความวิตกห่วง ใย บ่นทีมกลับไป “..เอ้อ....น่าเสียดาย หน้าตาดี ๆ เก่งยังไงเขียว จะมาตายเสียเปล่า ๆ ละน้า...” พระราชกุมารผู้มีพระทัยเด็ดเดี่ยว ยังคงเสด็จทุ่มไปยังคงไม้นั้นด้วยท่าที องอาจกล้าหาญ ทรงระวังพระองค์อยู่ ตลอดเวลา ไม่มีวี่แววความหวั่นไหว วอกแวก ให้ปรากฏเลย ยักษ์ร้ายเจ้าป่าที่ชาวบ้านกล่าวถึง งัวเงียตื่นขึ้นมา เห็นปัญจาวุธกุมารแต่ ไกล ความง่วงหายไปเป็นปลิดทิ้ง นัก กระหยิ่มอยู่ในใจ “ลาภปากมาพอดี...บ่ายนี้โชคดี จริง ๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดินหาให้เมื่อย เจ้าหนุ่มคนนี้ตัวไม่โต ให้เห็นเราเต็มตา สักหน่อย ก็ดีฝ่อตายแล้ว นอนกินอยู่ ตรงนี้ยังไหว...” แล้วเจ้ายักษ์จอมขี้เกียจก็รีบแปลง กายให้ใหญ่โต สูงลิ่วเสมอยอดต้นตาล แก่ ๆ ศีรษะโตเท่าเรือนใหญ่ นัยน์ตา โปนถลนออกมาล้นเบ้า แดงก่ำปานลูก ตำลึงสุก ขนาดใหญ่เท่าล้อเกวียน เขี้ยว ยาวโง้งขาวแหลมเหมือนปลีกล้วย หน้า ชาวซีดเหมือนคนตาย ท้องลายต่างเป็น กลากเกลื่อน มือเท้าเขียวคล้ำ ทั้งอัป ลักษณ์ทั้งน่าสะพรึงกลัว มันแผดเสียงคำรามดังสนั่นราว ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย และปากย่าง สามขุมเข้ามาช้า ๆ ด้วยคิดว่า แต่เห็น เท่านั้นเจ้าเหยื่อตัวกระจ้อยร่อยก็ต้อง ตกใจกลัวลานสลบคาที่ จับกินได้ง่าย ๆ ยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก แต่ปัญจาวุธกุมารเป็นชายชาติ อาชาไนย เก่งกล้าเกินมนุษย์ แทนที่จะ หวาดหวั่นครั่นคร้าม กลับแผดเสียงตวาด ขึ้นมา ยักษ์ให้หยุด พลางชักอาวุธสำคัญ เตรียมไว้ ท่าทีองอาจราวกับเทพเจ้าผู้มี ฤทธิ์ เคยปราบยักษ์ให้ราบคาบมาแล้ว ทั้งแผ่นดิน ยักษ์ใหญ่ชะงักอยู่กับที่นิดหนึ่ง เพราะฉงนใจคาดไม่ถึงว่าจะมีมนุษย์ คนใดใจกล้าโอหังถึงขนาดตวาดยักษ์ เคยเห็นแต่ที่วิ่งหนีป่าราบกันไปทั้งนั้น คราวนี้มาแปลกแต่แล้วก็ก้าวล่วงเข้ามา อีกก้าวหนึ่ง ปัญจาวุธกุมารจึงเหนี่ยว ศรยิงไปทันที ลูกศรอาบยาพิษไม่สามารถทำ อันตรายยักษ์ได้เพราะไปติดอยู่ที่ขน หน้าแข้งของมันหมดทั้ง ๕๐ ดอก เนื่อง จากยักษ์ตนนี้นอกจากจะมีรูปร่างสูง ตระหง่านแล้ว ในแต่ละเส้นยังยาวใหญ่ ยุ่งเป็นเกลียวเชือก ทั้งโชกชุ่มด้วยน้ำยาง เหนียว ๆ ยักษ์สลัดลูกศรทิ้ง หัวเราะอย่าง ขบขัน แล้วย่างสามขุมเข้ามาอีก “เจ้าหนูเอ๊ย....อย่าให้เหนื่อยเลย ตายสบาย ๆ ดีกว่า...” ยักษ์ล้อ ปัญจาวุธกุมารทำท่าทางขึงขัง ควาดมันอีกครั้ง แล้วชักพระขรรค์อันคม กริบโถมเข้าแทงเต็มแรง แต่พระขรรค์ ก็ติดอยู่ที่ขนหน้าแข้งยักษ์อีก เพราะ เมื่อเทียบความสูงกันแล้ว ศีรษะของ พระองค์อยู่ในระดับหัวเข่าของคู่ต่อสู้ เท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าพระองค์จะแทงด้วย หอก ตีด้วยกระบอง หรือหวดด้วยคันธนู บรรดาอาวุธชั้นยอดของพระองค์ก็ล้วน Kalyanamitra.org อต
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More