ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไม่ได้ แล้วแก้ไขอย่างไร
หลวงพ่อก็ต้องหาวิธี หาอุบาย
เอาตัวรอดให้ได้ ยิ้มสู้ไว้ก่อนแล้วก็
เริ่มพูดออกตัว
“แหม...ผมมันคนกินรสเค็มจัดสัก
หน่อย ขอน้ำปลาสักถ้วยเถอะ มีนะนาว
สักนิดก็จะดี...” ว่าไปโน่น แท้ที่จริง
ใจนึกว่า มื้อนี้ท่าจะต้องคลุกน้ำปลา
เสียแล้วซิเรา แต่ไม่บอก เดี๋ยวเขาจะ
อาย จะเสียใจ
แล้วหลวงพ่อก็พูดเร่ไปเรื่อย “อะไร
กัน ผักแถวนี้มีเยอะแยะ ยอดตำลึงก็มี
ยอดกระถินก็มี ทำไมไม่เก็บมากินกัน
บ้าง ของดี ๆ มีประโยชน์ทั้งนั้น...” อวดรู้
ไปเชียว
เขาบอกว่าเขากินกันอยู่ทุกวันแล้ว
วันนี้เบื่อ ๆ เลยไม่เก็บมากิน......เรา
ขึ้นจนแต้มแค่นั้นคงหนีแกงส้มปราบ
เซียนถ้วยนั้นไม่พ้นแน่ ๆ ก็เลยหาอุบาย
รำพันต่อ
“แต่แหม...ผมนี่แย่จัง ไม่ได้กินมา
นานแล้ว ไหว้ละ ช่วยให้เด็กไปเก็บมา
ให้ผมสักกำมือเถอะครับ....”
เขาก็ไปเก็บ พอมีผักแล้วก็ต้องมี
น้ำพริก เราก็ไม่รอช้ารีบเข้าครัวตำ
น้ำพริกเองทันที ปลอดภัยไว้ก่อน เดี๋ยว
จะเจอน้ำพริกเผ็ดจัดเกินไปกลายเป็น
น้ำพริกนรกเข้าอีก ผลสุดท้ายมื้อนั้น
กินข้าวกับน้ำพริกบ้าง น้ำปลาบ้าง
คลุก ๆ กันไปก็พอรอดตัว
ดูนะ แม้เราจะพิโยกพิเกนถึง
ขนาดนั้น เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกเลย
ว่าเราตะขิดตะขวง กินไม่ได้ กลับรู้สึก
เอ็นดูว่า
“แหม....คุณคนนี้กินง่าย อยู่ง่าย
ข้าวคลุกน้ำปลาแกก็กินได้....” หารู้ไม่
ว่าเราแทบตาย ก็ต้องใช้เหลี่ยมคู่กันไป
อย่างนี้ โถ...เขามีน้ำใจเรียกให้กิน จะ
ปฏิเสธก็ใช่ที่ เอ้า เรียกให้กินก็กิน กิน
ไม่ได้ก็ต้องหาทางออกกันไป แบบนี้
บัวก็ไม่ซ้ำ น้ำก็ไม่ขุ่น แถมได้เป็นที่รัก
ของเขาเลยอีก
บางอย่างจำเป็นต้องทำ แม้
ต้องฝืนก็ต้องอดทน ท่านบัญญัติ
พระวินัยไว้ก็เพื่อฝึกให้พระภิกษุ
หัดข่มใจ ละความอยากเอาแต่ใจ
ไม่ว่าจะเป็นอาหารของคนจน
คนรวย ประณีต ไม่ประณีตเรา
ฉันเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อฉัน อย่าได้
ไปแสดงอาการรังเกียจรังงอนอะไร
เชียว
จากบัญญัติพระวินัยว่า เราจัก
รับบิณฑบาตโดยเคารพนี้ ในที่สุดก็มา
เป็นหลักมนุษยสัมพันธ์ง่าย ๆ ขั้นต้น
ในชีวิตประจำวันว่า เราจะไม่เป็นคน
เห็นแก่กิน ไม่เลือกอาหาร คือกินเพื่ออยู่
ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน แต่ถ้าคนไหนไม่ยอมที่
จะอดทน นอกจากจะไม่ได้เพื่อนเพิ่ม
แล้ว ยังเพาะศัตรูเพิ่มขึ้นมาอีก
ข้อ ๒. “ภิกษุพึงทำความศึกษา
ว่า เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่
ในบาตร”
ข้อนี้ท่านห้ามไม่ให้แลดูหน้าญาติ
โยมที่มาตักบาตร แม้แลเหม่อไปทางอื่น
ก็ไม่ควร เวลาออกบิณฑบาตต้องสำรวม
อยู่ตลอดเวลา เพราะตามพระวินัย
การบิณฑบาตของพระภิกษุเป็นการขอ
แต่เป็นการขอที่แตกต่างจากการขอ
ของขอทานโดยสิ้นเชิง พวกเราควรทำ
ความเข้าใจให้ดี เดี๋ยวจะพลาด
การขอของขอทานเป็นการขอโดย
ชนิดอ้างเอาความน่าทุเรศเวทนาของ
ตัวเองยกขึ้นมาเพื่อให้เขาสงสาร แล้ว
ก็ให้ทานมา
เช่นรำพันว่า “ช่วยผมทีเถิด พ่อ
ก็ตาย แม่ก็ตาย เจ็ดชั่วโคตรตายหมด
เหลือผมอยู่คนเดียว นี่ก็กำลังจะตาย
เป็นคนสุดท้ายอยู่แล้ว ช่วยที่เถิดเจ้า
ประคุณ...”
หรือไม่อย่างนั้นก็ลากสังขารอัน
bo
Kalyanamitra.org