ข้อความต้นฉบับในหน้า
น้าจี้เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของวัด
พระธรรมกาย เป็นสตรีที่มีความสาว
เหลืออยู่ค่อนข้างน้อย เพราะมีอายุถึง
๖๐ ปีเศษ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ
หลวงพ่อธัมมชโย ท่านเจ้าอาวาสวัด
พระธรรมกาย ด้วยความศรัทธาและ
ความอุตสาหะอย่างยิ่ง จนได้รับผล
สำเร็จตามลำดับขั้นอันสมควร มีการได้
เห็น ได้เข้าถึง และได้เป็นธรรมกาย
เป็นต้น
ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใดถามการปฏิบัติ
ในตอนแรก น้าจะเล่าให้ฟังว่า
“การปฏิบัติในตอนแรก ๆ เหมือน
ผู้อื่นธรรมดาทั่วไป คือมาวัดในวันอาทิตย์
ตอนเช้า นั่งบนศาลา คอยฟังและทำตาม
คำสอนของหลวงพ่อท่าน มีพิเศษเล็ก
น้อยตรงที่ ก่อนเข้าประตูวัดจะนึกเอา
ว่า ขอทิ้งภารกิจเรื่องงาน เรื่องบ้าน หรือ
เรื่องอื่น ๆ ที่ค้างอยู่ในใจออกจนหมด
กองทิ้งไว้ที่หน้าวัด เมื่อมาวัดแล้วต้องให้
ได้อะไรกลับไป ถ้าไม่ได้อะไรไปเลย
ไม่ควรมา นอนอยู่ที่บ้านดีกว่า ขณะฟัง
คำสอนของหลวงพ่อ น้านี้จะใช้อวัยวะ
๒ อย่างภายใต้การควบคุมของสติกับจิต
ตั้งใจฟังให้ชัดเจน ใจใช้คิดและทำความ
เข้าใจตามคำสอนนั้นให้แจ่มแจ้ง แล้วจะ
รีบปฏิบัติตามทันที” นี่คือคำตอบตอน
แรก และเล่าต่อไปว่า
“พอหลวงพ่อให้นึกเอาพระพุทธ
รูปแก้วใส หรือลูกแก้วใสที่วางอยู่ใกล้ ๆ
ท่านเป็นบริกรรมนิมิต ใช้เพียงอย่างใด
อย่างหนึ่งตามความพอใจ อย่าเปลี่ยน
ไปเปลี่ยนมา คู่กับบริกรรมภาวนาโดย
ใช้คำว่า “สัมมาอะระหัง น้ามองดูของ
สิ่งนั้นแล้ว ชอบใจพระพุทธรูปแก้ว
จึงกำหนดเอาเป็นนิมิต
๒
เมื่อน้ากลับไปบ้าน ก็ตั้งใจจะลุก
ขึ้นนั่งทำสมาธิตอนเช้า เอาเวลาประ
มาณตี ๓ ชอบเวลานี้ เพราะนอนหลับ
เต็มอิ่มแล้ว เรื่องที่ค้างในตอนกลางวัน
ถูกความหลับล้างไปเสียบ้าง เรื่องในวัน
ใหม่ยังไม่มี ผู้คนทั้งในบ้านนอกบ้านยัง
ไม่ตื่นขึ้นทำเสียงอึกทึกใด ๆ ครั้นนาฬิกา
ปลุกตามเวลาเข้าจริง ๆ กลับนอนยังไม่
อิ่ม ลุกขึ้นนั่งแล้วก็ล้ม นั่งแล้วก็ล้ม
กลายเป็นตุ๊กตาล้มลุก ไม่ใช่นั่งสมาธิ
รู้สึกเคืองขึ้นมาที่ไม่สามารถชนะความ
ง่วงได้ เลยคิดหาวิธีใหม่ ใช้การเตือนตน
เองด้วยคำพูดที่ดุเดือดทีเดียว เช่น นาง
อีแก่ ตายเสียเถอะ แก่จนจะตายอยู่แล้ว
ยังมัวแต่เกียจคร้าน หากไม่หายง่วงยิ่ง
ด่าให้รุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งแก้ไขได้
แต่พอถึงนึกกำหนดเอาพระพุทธรูปเป็น
นิมิต ที่บ้านไม่มีพระที่ทำด้วยแก้วใส
อย่างที่วัด ต้องหาอุบายคิดอีกแล้ว น้าจึง
เอาใจคิดขอยืมพระพุทธรูปของวัด นึก
เหมือนตนเองไปนั่งที่ศาลา เหลียวซ้าย
แลขวาเห็นปลอดผู้คน ไม่มีใครเห็น จึง
นึกอุ้มองค์พระออกจากศาลา แต่ท่านหนัก
มาก น้าจนึกใหม่ ให้ท่านลอยไปเอง
น้าตามท่านมาเรื่อย ๆ พอถึงรังสิต เป็น
ที่พลุกพล่านมีรถราจอแจมาก พอน้า
นึกถึงเรื่องรถแล้วหันกลับไปนึกถึงพระ
แก้วใหม่ ปรากฏว่าท่านหนีกลับไปวัด
เสียแล้ว นึกตำหนิว่าท่านเล่นตัว ต้อง
ตามไปขโมยใหม่ นึกทำอยู่ดังนี้กระทั่ง
นึกเอามาวางไว้ตรงหน้าได้ ครั้นพอนึก
ย่อให้ท่านเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กเข้า
ทางจมูกกลับทำได้ยากมาก ท่านไม่
ใคร่ยอมเล็ก หรือถ้าทำได้ก็เป็นเพียงชั่ว
ครู่เดียวแล้วก็มีขนาดโตตามเดิม ต้อง
พยายามครั้งแล้วครั้งเล่าจนสว่างจึงเลิก
Kalyanamitra.org
๔๗