ข้อความต้นฉบับในหน้า
ma
ไว้ จึงเข้าไปใกล้พระเถรเจ้า กราบลง
แทบเท้าพระมหาเถระ แล้วนั่งอยู่ในท่า
คารวะเป็นอันดั
ครั้นผ่านการปฏิสันถารด้วยเมตตา
ธรรมจากพระวรุณเถรเจ้าและการ
ปราศรัยของขุนพลปาทเสน ผู้กำลัง
มอบกายถวายชีวิต ยอมตนเป็นศิษย์
ด้วยความเคารพนับถืออย่างสูงพอควร
แก่กายแล้ว ปาทเสนก็ขอบรรพชา
อุปสมบทในท่าน ขอให้พระมหาเถระ
กรุณารับเขาไว้เป็นสัทธิวิหาริก สืบไป
พระมหาเถระ ก็รับอนุเคราะห์ให้
ขุนพลปาทเสนบรรพชาอุปสมบทตาม
ประสงค์ ทั้งพยายามพร่ำสอนให้ปาทเสน
เรียนพระกรรมฐานโดยควรแก่จริต
ปฏิบัติธรรมอบรมจิตในวิหารนั้น
ปาทเสนภิกษุตั้งใจเจริญพระ
กรรมฐาน ที่ได้รับเรียนจากพระอุปัช
ฌายะเป็นอย่างดี แม้จะพยายามอย่างใด
ใจก็ไม่สงบ ไม่สุขจิต กรรมฐานไม่
เกิดผลดั่งมุ่งหมาย
ธรรมดาผู้ปฏิบัติกรรมฐาน
จะให้เป็นผลดีนั้น ควรจะได้
สัปปายะ สี่บริบูรณ์ คือ เสนาสน
สัปปายะ โภชนสัปปายะ บุคคล
สัปปายะ และ ธัมมสัปปายะ
ความจริง พระบาทเสนก็ไม่บริบูรณ์
เพียงเสนาสนะไม่เป็นสัปปิยะเท่านั้น
“สัทธิวิหาริก-ศิษย์, ผู้อยู่ด้วย เป็นคำเรียกผู้ที่
ได้รับอุปสมบท ถ้าอุปสมบทต่อพระอุปัชฌายะ
องค์ใด ก็เป็นสัทธิวิหาริกของพระอุปัชฌายะ
องค์นั้น
"สิ่ง สถานที่ หรือบุคคล ซึ่งเป็นที่สบาย
เหมาะกัน เกื้อกูล หรือเอื้ออำนวย โดยเฉพาะ
ที่ช่วยเกื้อกูลแก่การบำเพ็ญและประคับประคอง
รักษาสมา
แม้เป็นเพียงเท่านั้นก็ทำให้ท่านไม่
ผาสุก คิดหาเสนาสนะอยู่ใหม่ ครั้นได้
โอกาสจึงเข้าไปหาพระอุปัชฌายะ
นมัสการแล้วเรียนปฏิบัติถึงวารจิตของ
ตน สุดท้ายขอความกรุณากราบลาไป
หาเสนาสนะอยู่ใหม่ ขอให้พระมหาเถระ
ได้โปรดแนะนำให้ว่าควรจะไปอยู่ใน
ที่ใดจึงจะดี
พระมหาเถระฟังสัทธิวิหาริกรูป
ใหม่ปราศรัยขอความอนุเคราะห์ดังนั้น
ก็นั่งครุ่นคิดอยู่ในใจว่า ความจริง
เสนาสนะที่อยู่ในบัดนี้ ก็อยู่ในลักษณะ
อันสมควรไม่น้อยแล้ว เพราะไม่ใกล้
ไม่ไกลจากหมู่บ้าน พอไปมาไม่ทัน
เหนื่อย ทั้งก็สงัดดี ไม่เกลื่อนกล่นด้วย
ผู้คนที่สัญจรไปมา ควรแก่การปฏิบัติ
ธรรมอย่างยิ่ง แต่ไฉนหนอใจของ
ปาทเสนจึงไม่สงบเป็นสุขได้
ครั้นพระเถรเจ้า พิจารณาดูสักครู่
ก็รู้ชัดว่า เพราะเสนาสนะนี้มีภิกษุ
อยู่ด้วยกันมาก เสนาสนะจึงไม่สงัด
พอสำหรับเธอ ควรที่เราจะหาเสนาสนะ
ที่มีพระอยู่น้อยให้ลูกแก่นิสัยของ
เธอเถิด เมื่อแน่แก่ใจดังนั้นแล้ว พระเถร
เจ้าก็กล่าวแก่ภิกษุปาทเสนด้วยความ
กรุณาว่า
“ปาทเสน!
ไกลจากที่นี้ไป
ยังมีวิหารหลังหนึ่ง เรียกว่าเวรัมภวิหาร
ท้าวสักกเทวราชทรงสร้างไว้บนยอดภูเขา
เป็นที่วิเวกดีนัก ทั้งวิหารหลังนี้ก็มี
พระอยู่เพียงพระมหาเถระ ๑ องค์ กับ
สามเณร ๑ องค์เท่านั้น ฉะนั้น ปากเสน
เธอจงไปเถิด ไปอยู่อาศัยวิหารหลังนี้
บำเพ็ญสมณธรรม ฉันคิดว่าเธอคงจะ
เป็นสุขกว่านี้เป็นแน่”
พระปาทเสน
หมอบกราบ
พระอุปัชฌายะ ด้วยความซาบซึ้งใน
เมตตาธรรมของท่านเป็นอย่างสูง
แล้วก็อำลาออกมาเอาบาตรจีวรของตน
ตั้งหน้าเดินทางไปยังวิหารนั้นด้วย
ความพยายาม และในที่สุดก็ถึงเวรัมภ
วิหาร ซึ่งเป็นจุดหมายสมประสงค์
แต่พระบาทเสนไม่สามารถจะขึ้นไปได้
เพราะวิหารหลังนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง
ทั้งขันมาก เกินกว่าบารมีของท่านจะ
ขึ้นเองโดยลำพัง ด้วยท้าวสักกเทวราช
ทรงสร้างไว้สําหรับพระอรหันตเจ้าพนัก
อยู่โดยเฉพาะ แม้พระบาทเสนจะได้
พยายามเดินรอบ ๆ ภูเขา หาลู่ทางขึ้น
ไปยังวิหารนั้นแล้วก็ไม่เป็นผล
ขณะนั้น พระเรวตเถระ เดิน
จงกรมอยู่ที่หน้าเวรัมภวิหาร บนกุฏ
บรรทัด มองเห็นพระบาทเสนเดิน
วนเวียนอยู่ที่เชิงเขา แสดงทีท่าว่า
มีความปรารถนาอย่างยิ่ง ในอันที่
จะขึ้นมาที่เวรัมภวิหารนี้ พระเถรเจ้า
มีความเอ็นดู ใคร่จะอนุเคราะห์ จึงเรียก
หากคุณสามเณร
ศิษย์ของ
ท่านให้เข้ามาพบ พลางยกมือตรง
ไปยังพระปาทะเสน พร้อมกับกล่าว
ว่า
“ตรุณะ! โน่นพระภิกษุรูปหนึ่ง
ตรงมือฉัน เธอมีความปรารถนา
จะขึ้นมาบนนี้ แต่ไม่สามารถจะขึ้นได้
แม้จะได้พยายามวนเวียนหาลู่ทางแล้ว ๆ
เล่า ๆ ก็ตาม ตรุณะ! ฉันอยากจะ
อนุเคราะห์ภิกษุรูปนั้น ให้เธอได้ขึ้นมา
บนนี้สมประสงค์ และคิดว่า คงจะไม่
มีภัยอะไรเกิดขึ้น เพราะการมารอง
ภิกษุรูปนั้นเป็นแน่ แต่เธอจะต้องมี
ส่วนร่วมอนุเคราะห์กับฉันด้วย โดยเธอ
ลงไปรับภิกษุรูปนั้นขึ้นมา ตรุณะ ! ลง
ไปเสียเดี๋ยวนี้แหละนะ”
“ขอรับ กระผม” ดรุณสามเณร
Kalyanamitra.org