ข้อความต้นฉบับในหน้า
เป็นกัลยาณมิตรอันสูงสุด
แยบคาย (โยนิโสมนสิการ)
รู้จักตักเตือนตนเอง
ปฏิบัติตามคำสั่งสอน
สบผล สําเร็จเป็นรางวัล
ในชีวิตเด็ก ครอบครัวนี้โดยเฉพาะตัว
พี่สาวเองสนใจเรื่องการทำบุญเพียง
ผิวเผิน ไม่ค่อยเอาจริงเอาจัง ตรงข้าม
กับอุปนิสัยของเด็ก “ตุ๊ก” แต่เพชรแม้
จมอยู่ในโคลนก็ไม่ยอมดูดซึมเนื้อโคลน
เข้าแปดเปื้อนฉันใด ด้วยอำนาจบุพเพ
กตปุญญตาทั้งชาติในอดีต และที่
สั่งสมไว้เมื่อเริ่มรู้ความ เด็กนั้นจึงคง
สภาพความเป็นเพชรไว้ได้ฉันนั้น
หนู “จุก” จึงดิ้นรนตามสติปัญ
ญาของเด็ก แอบกระทำในสิ่งที่เคยกระทำ
ทั้งการทำทาน ฟังเทศน์ การช่วย
เหลือสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก เมื่อพี่สาว
ทราบบางเรื่องก็ยินยอม แต่บางเรื่องก็
ถูกดุถูกห้ามปราม
การทำทาน “จุก” จะรีบตื่นนอน
เองแต่เช้าตรู่ไปคอยแย่งเด็กรับใช้ในบ้าน
ผู้มีหน้าที่ใส่บาตรพระใส่เสียเอง ซึ่ง
เด็กรับใช้ก็ยินดีให้ช่วย ตอนกลางวัน
จุกได้เงินจำนวน ๕ สตางค์ไปเป็นค่า
อาหารกลางวันที่โรงเรียน สมัยนั้นก๋วย
เดี๋ยวราคาชามละ
G
สตางค์ จุกกิน
เพียง ๑ ชาม อีก ๒ สตางค์ซึ่งเป็นค่าซื้อ
๒
ขนมหวานนั้น จุกจะเก็บไว้ ตกกลางคืน
ขอตามคุณยายด้วงบ้านข้างเคียงไปฟัง
เทศน์ที่วัดด้วย คืนละ ๒ กันฑ์ นำเงิน
นั้นติดกัณฑ์เทศน์กัณฑ์ละ ๑ สตางค์
แม้จะยังฟังเทศน์ไม่รู้เรื่องนักก็พอใจ
ฟัง นอกจากนั้นในระยะหลังเมื่อแอบ
เลี้ยงเป็ด (ที่เก็บมาด้วยความสงสาร)
จนมีไข่เหลือรับประทาน ได้เก็บไปฝาก
แม้ค้าขายที่ตลาด นำเงินนั้นซื้อขนม
หวานไว้ใส่บาตรในตอนเช้า หรือไว้ติด
กัณฑ์เทศน์ในตอนค่ำ ทำอยู่ดังนี้เป็นกิจ
วัตร
การรักษาศีล ฟังเทศน์ในวัน
ธรรมดา จะรีบกลับจากโรงเรียนทำการ
บ้านให้เสร็จ ค่ำลงขอตามคุณยายด้วง
ข้างบ้าน ช่วยหิ้วตะกร้าหมากบ้าง สิ่ง
ของอื่นบ้าง ไปฟังเทศน์ที่วัดทุกคืน ถ้า
เป็นวันพระก็จะค้างที่วัดถือศีลแปด
เหมือนผู้ใหญ่คนอื่น ๆ (ราวอายุ ๑๓
ขวบ)
ความเมตตาต่อสัตว์ เป็นเรื่องที่
เด็กน้อยคนนี้มีความรู้สึกมากเป็น
พิเศษ ติดตัวมาตั้งแต่เล็ก ถ้าเห็นสัตว์
ใดตกทุกข์ได้ยาก จะคิดเอาตนเองเข้าไป
เปรียบเทียบโดยไม่มีผู้ใดสั่งสอนว่าจะรู้
สึกทุกข์ยากเพียงใด เช่นพบมด ไส้เดือน
ตกน้ำ สุนัข แมว ที่ถูกเจ้าของนำ
ไปปล่อยอดอาหาร ปลาเป็น ๆ ย่างบน
ไฟ ลูกเปิดพิการที่เจ้าของร้านขายพันธุ์
เปิดคัดออกไปโยนทิ้งให้มดกัดอยู่ที่กอง
ขยะ แม้จนกระทั่งแมลงสาบ หนู งู
ถูกผู้คนไล่ตี สัตว์ใดที่น่ารังเกียจเช่น
ไส้เดือน กิ้งกือ ตุ๊กแก คางคก ฯลฯ จะคิด
เห็นใจไปหมดว่า ความจริงสัตว์เหล่านั้น
คงอยากเกิดเป็นคนสวย ๆ เหมือนกัน
แต่บาปกรรมของตนทำเอาไว้ จึงเลือก
เกิดไม่ได้ ควรจะเห็นใจ เมื่อช่วยเหลือไม่
ได้ก็ไม่ควรซ้ำเติม เด็ก “จุก” ผู้นี้จะช่วย
ชีวิตหรือแอบเอาอาหารเลี้ยงสัตว์ที่ตก
ทุกข์ได้ยากเหล่านี้อยู่เสมอ ไม่เห็นแก่
เหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากทางกายของตน
และยอมเสี่ยงต่อการถูกผู้ปกครอง ว่า
เฆี่ยนตี ทำโดยไม่รู้ว่าเป็นกุศลกรรม
รู้เพียงว่าได้ช่วยเหลือแล้วสบายใจ
จึงพอใจอยู่เพียงนั้น น้าในสมัยนั้น
ไม่รู้ตนเองว่าได้กระทำตามคำสอนของ
พระพุทธเจ้าแล้วโดยไม่ต้องมีผู้ใดสอน
พุทธวาจานั้นตรัสสอนไว้ว่า
“สัตว์ทั้งปวงสะดุ้งต่ออาญา
ชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งปวง บุคคล
Kalyanamitra.org
๕๑