ความสัมพันธ์ของหัวข้อธรรม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม หน้า 21
หน้าที่ 21 / 120

สรุปเนื้อหา

F เอ้อ...ดี, เรียนเรื่องมรรคมีองค์ ๘ นี่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วว่า มรรค - เป็นเรื่องสำคัญ ดีเหลือเกิน แล้วมัน สัมพันธ์กันอย่างไร แต่ละเรื่องนี้ เวลาพิจารณาหาความสัมพันธ์กัน ของหัวข้อธรรม หาไม่เจอ ได้แต่ รู้จักธรรมเป็นข้อ ๆ แต่เอาไปทำ อะไรไม่ค่อยจะได้ เหมือนอะไร เหมือนแม่ครัวหัดใหม่ รู้นะ นี่เขาเรียกว่าพริก นี่เขาเรียกว่าหอม นี่เขาเรียกว่ากระเทียม นี่กะปิ น้ำปลา นั่นเกลือ แต่ตำน้ำพริกตำไม่เป็น พอจะ กินน้ำพริก เอ๊ะ! น้ำพริกทำไง? อ๋อ เอา พริกมาคั้นหรือ? จีนเอาพริกมาชั้นละ ก็ตายแหละ! แท้ที่จริง เจ้าน้ำพริกก็ประกอบ ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีพร้อมอยู่ นั่นแหละ แต่ว่าเขาตำน้ำพริกไม่เป็น เลยต้องนั่งดูแต่พริก ดูแต่กระเทียม ดูแต่ หัวหอม ดูแต่น้ำตาล ดูแต่กะปิ ดูแต่เกลือ ดูแต่เครื่องปรุงต่าง ๆ เ

หัวข้อประเด็น

- ความสัมพันธ์ของหัวข้อธรรม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

F เอ้อ...ดี, เรียนเรื่องมรรคมีองค์ ๘ นี่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วว่า มรรค - เป็นเรื่องสำคัญ ดีเหลือเกิน แล้วมัน สัมพันธ์กันอย่างไร แต่ละเรื่องนี้ เวลาพิจารณาหาความสัมพันธ์กัน ของหัวข้อธรรม หาไม่เจอ ได้แต่ รู้จักธรรมเป็นข้อ ๆ แต่เอาไปทำ อะไรไม่ค่อยจะได้ เหมือนอะไร เหมือนแม่ครัวหัดใหม่ รู้นะ นี่เขาเรียกว่าพริก นี่เขาเรียกว่าหอม นี่เขาเรียกว่ากระเทียม นี่กะปิ น้ำปลา นั่นเกลือ แต่ตำน้ำพริกตำไม่เป็น พอจะ กินน้ำพริก เอ๊ะ! น้ำพริกทำไง? อ๋อ เอา พริกมาคั้นหรือ? จีนเอาพริกมาชั้นละ ก็ตายแหละ! แท้ที่จริง เจ้าน้ำพริกก็ประกอบ ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีพร้อมอยู่ นั่นแหละ แต่ว่าเขาตำน้ำพริกไม่เป็น เลยต้องนั่งดูแต่พริก ดูแต่กระเทียม ดูแต่ หัวหอม ดูแต่น้ำตาล ดูแต่กะปิ ดูแต่เกลือ ดูแต่เครื่องปรุงต่าง ๆ เหล่านี้ นี่แม่ครัว หัดใหม่ที่ยังไม่ชำนาญละพลาดอย่างนี้ พวกเราก็เหมือนกัน ไปเจอท่าน ที่สอนธรรมะให้เป็นข้อ ๆ เป็นหุ้น ๆ ท่อน ๆ แต่ว่าหาความเชื่อมโยง หา ความสัมพันธ์ของแต่ละหัวข้อ หาไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร วัดพระธรรมกายนี้จะสอน ให้ ที่วัดพระธรรมกายนี้ พระภิกษุทุก รูปสามารถสอนให้พวกเราได้ มาเถอะ ไม่ผิดหวังหรอก คือธรรมะแต่ละข้อที่ หลวงพ่อยกตัวอย่างมาข้างต้น เรียน เอามาทำไม? เอามากลั่นกาย เอามา กลั่นธาตุ เอามากลั่นขันธ์ ๕ ให้ บริสุทธิ์ไปล่ะ? A ๒ กลั่นแล้วได้อะไร? มันก็บริสุทธิ์ : ไปตามลำดับ บริสุทธิ์ชั้นต้น ก็ทำให้ กายมนุษย์ละเอียดเกิดขึ้น บริสุทธิ์ขั้น ต่อมาทำให้กายทิพย์เกิดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น มาอีก ทำให้กายพรหม กายอรูปพรหม เกิดขึ้น พอบริสุทธิ์เต็มที่เข้า ธรรมกาย ก็เกิด คราวนี้ธรรมกายขั้นต้นที่เข้าถึง ท่านเรียกว่า ธรรมกายโคตรภู ในโลกนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบ่งคนออกเป็น ๒ โคตร หมายถึงสอง พวกสองหมู่ หมู่คนเขาเรียกเป็น “โคตร” โคตรแรกเขาเรียกว่าบุญโคตร “ปุก” แปลว่า หนา “ปุกโคตร” คือโคตร หรือคนที่ยังมีกิเลสหนาอยู่ ธาตุยังไม่ บริสุทธิ์ ยังสกปรกอยู่ อย่างพวกเรา ที่นั่งอยู่นี่ เขาเรียกบุกโคตร ครั้นต่อมาให้ทาน รักษาศีล เจริญ ภาวนา แผ่เมตตา มีขันติ มีโสรัจจะ มี หิริ-โอตตัปปะ มีคุณธรรมต่าง ๆ ฝึกขึ้น มาแล้ว ธาตุในตัวก็เริ่มบริสุทธิ์ขึ้นมา ตามลำดับ เอาคุณธรรมเหล่านั้น *รูปกายของสิ่งมีชีวิตในโลก เกิดจากการ รวมกันของธาตุ 5 คือ ธาตุดิน คือของแข็ง ในร่างกายได้แก่ กระดูก ฟัน ผิวหนัง เล็บ ขน ฯลฯ ธาตุน้ำ คือของเหลวได้แก่ เลือด น้ำเหลือง น้ำปัสสาวะ ฯลฯ ธาตุลม คือ ส่วน ที่มองไม่เห็น แต่เป็นแรงเคลื่อนไหวอยู่ได้แก่ ลมหายใจ แรงดันที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว ฯลฯ ธาตุไฟ คือความร้อน ได้แก่ ความอบอุ่น การเผาผลาญอาหาร ฯลฯ อากาสธาตุ ช่องว่างในร่างกาย วิญญาณธาตุ คือธาตุรู้ * ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์ กองแห่งรูปธรรม และนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็น หน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นต้น, ส่วนประกอบห้าอย่างที่รวม เข้าเป็นชีวิต ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ มากลั่นธาตุในตัวเรา กลั่นขันธ์ ๕ ใน ตัวเราให้บริสุทธิ์ขึ้นมาตามลำดับ ถ้าบริสุทธิ์เกิน ๕๐% ขึ้นไปแล้ว เขาเรียกว่า อริยโคตร อริยโคตรพวกแรก เรียกว่าพระ โสดาบัน บริสุทธิ์ขนาดไหน? คือศีล ท่านมีศีลมากลั่นกายบริสุทธิ์เต็มที่ แต่ว่า สมาธิกับปัญญาของท่านเพิ่งปานกลาง เพราะฉะนั้น กิเลสส่วนละเอียด ๆ ที่ ท่านเรียกว่า“สังโยชน์" น่ะยังไม่หมด แต่ที่หยาบ ๆ น่ะหมดไปแล้วถึง ๕๐-๖๐% ธรรมกายของท่านมีความบริสุทธิ์มาก ท่านเหล่านี้ถ้ายังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในชาตินี้ ก็จะกลับมาเวียนว่ายตายเกิด *สังโยชน์กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัด สัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่างคือ ก. โอ ม า ย ชโยชน์ สังโยชน์ เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่ มองคน ศีลพรต a e สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัว 5. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย สีลัพพตปรามาส ความถือมั่น 3. ๔. กามราคะ ความคิดใจในกามคุณ ๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์ เบื้องสูง ๕ ได้แก่ 5. รูปราคะ ความคิดใจในรูปธรรม อันประณีต ๗. อรูปราคะ ความคิดใจในรูปธรรม มานะ ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ ศ. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ๑๐. อวิชชา ความไม่รู้จริง พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้ พระสกิทาคามี ทำสั่งโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้ เบาบางลงได้, พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อ ต้นได้หมด, พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ช้อ Kalyanamitra.org ๑๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More