ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๔
การขนานนามว่า “โภชาชานียะ”
หมายถึง ม้าอาชาไนยผู้ได้รับการบำรุง
เลี้ยงอย่างดีเลิศ
เนื่องจากว่า กรุงพาราณสีเป็น
เมืองที่มั่งคั่งร่ำรวยมาก เรียกได้ว่าไม่
มีกษัตริย์พระองค์ไหนที่ไม่ต้องการ
กรุงพาราณสี แต่ไม่มีใครกล้ายกทัพ
มาตีเพราะกลัวว่าจะสู้ไม่ได้ แต่เพราะ
ความที่อยากได้กรุงพาราณสีมากนี่เอง
จึงทำให้วันหนึ่ง กษัตริย์ที่มีความ
สามารถจำนวนถึง ๗ พระนครได้ร่วมมือ
กันยกทัพมาล้อมกรุงพาราณสีไว้ แล้ว
ส่งทูตเข้ามาเจรจาให้พระเจ้าพรหมทัต
ยอมแพ้ ถ้าไม่ยอมจะยกทัพบุกเข้ามา
ขณะนั้น พระเจ้าพรหมทัตทรง
ชรามากแล้ว จะยกทัพไปออกรบเอง
ก็คงจะไม่ไหว จึงเรียกประชุมอำมาตย์
ข้าราชบริพารเพื่อปรึกษาหารือว่า จะ
รับมือข้าศึกอย่างไรดี
ที่ประชุมได้ปรึกษาหารือกันแล้ว
จึงแต่งตั้งแม่ทัพม้าผู้หนึ่ง ให้คุมทัพ
ไปแทนพระเจ้าพรหมทัต โดยแม่ทัพผู้นั้น
ได้เอ่ยขอเพียงว่า
“ขอเดชะ หากข้าพระพุทธเจ้า
ได้ม้าสินธพโภชาชานียะเข้าสู่
สนามรบด้วยแล้ว อย่าว่าแต่กษัตริย์
๗ พระนครเลย ต่อให้กษัตริย์ทั้ง
ผืนแผ่นดินนี้ ข้าพระพุทธเจ้าก็หา
ครั่นคร้ามไม่ พระพุทธเจ้าค่ะ”
พระเจ้าพรหมทัตจึงทรงอนุญาต
ให้แม่ทัพม้าขี่โภชาซานียะออกรบ ท่าน
แม่ทัพได้นำกองทหารตีฝ่าวงล้อมของ
พระราชาองค์ที่ ๑ โดยไม่ชักช้า แม้ว่า
กองทัพของข้าศึกจะหนาแน่นเพียงไร
แต่เมื่อท่านแม่ทัพควบโภชาซานียะฝ่า
เข้าไป กองทัพของข้าศึกแทบจะแยก
ออกเป็นทาง เพราะไม่อาจต้านทาน
การบุกอันหนักหน่วงและรวดเร็วได้
กองทัพที่ติดตามมาก็ตีโอบไล่เข้าไป
อย่างไม่หยุดยั้ง กองทัพของข้าศึก
ถอยร่นไม่เป็นขบวน ท่านแม่ทัพควบ
โภชาซานียะบุกเข้าไปจนถึงตัวพระราชา
องค์ที่ ๑ ต่างฟาดฟันเพลงทวนกัน
อย่างรวดเร็ว หนักแน่น และแม่นยำ
แต่เพียงไม่กี่เพลงผ่านไป พระราชา
องค์ที่หนึ่งก็เสียหลัก ตกจากหลังม้า
ถูกจับเป็นเชลยกลางสมรภูมินั้น
นั้น
เมื่อจับพระราชาองค์ที่ ๑ ได้ และ
นำเข้าสู่พระนครแล้ว ท่านแม่ทัพก็นำ
กองทหารเข้าตีค่ายอื่น ๆ ต่อไป จน
กระทั่งจับพระราชาได้ถึง 5 พระองค์
แต่ในการจับพระราชาองค์ที่ b
ม้าโภชาชานียะถูกธนูบาดเจ็บสาหัส
เมื่อกลับมาถึงพระนครแล้ว ท่านแม่ทัพ
จึงพามาที่พระทวารหลวง แก้เกราะ
ให้หย่อนเพื่อให้โภชาซานียะรู้สึกสบาย
Kalyanamitra.org