ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตัวขึ้น แล้วกล่าวว่า
“โภชาซานียะ เจ้าถูกธนูบาดเจ็บ
สาหัสถึงเพียงนี้ คงจะออกไปร่วมเป็น
ร่วมตายกับเราไม่ได้อีกแล้ว นครพาราณ
สีมีม้าศึกมากมาย แต่จะหาเทียบเทียม
เจ้าได้นั้น ไม่มีเลย...”
โภชาชานียะได้ฟังดังนั้น ก็ค่อย ๆ
ลืมตาขึ้นมองท่านแม่ทัพ พลางคิดว่า
“ตึกครั้งสุดท้ายนี้หนักที่สุด การ
ที่ท่านแม่ทัพจะขี่ม้าตัวอื่นออกรบนั้น
ไม่มีทางจะเอาชนะข้าศึกได้แน่ งานที่
เราเสี่ยงชีวิตทำมาจนเกือบสำเร็จแล้ว
ก็จะเสียเปล่า ท่านแม่ทัพก็จะถึงซึ่ง
ความตาย แม้แต่พระเจ้าพรหมทัตก็คง
จะไม่รอดพ้นเงื้อมมือศัตรูไปได้ แต่
เรามองไม่เห็นมาตัวไหนจะสามารถ
พอที่จะนำท่านแม่ทัพตีหักค่ายที่
ได้เลย...”
ว่า
๗
คิดดังนี้แล้ว โภชาชานียะจึงกล่าว
“เพื่อนเอ๋ย...ม้าอื่นที่จะพาท่าน
บุกเข้าทำลายค่ายที่ ส นอกจากเรา
แล้วยังไม่เห็นเลย เราจะไม่ยอมให้
ผลงานที่ท่ามาถึงเพียงนี้ต้องเสีย
ไปเปล่า ขึ้นชื่อว่าม้าสินธพยายา
ไนย แม้จะถูกธนูบาดเจ็บสาหัส
จนต้องนอนตะแคงกับพื้น ก็ยัง
ประเสริฐกว่าม้าทั่วไป ท่านจงช่วย
พยุงเราให้ลุกขึ้น แล้วผูกเกราะออกรบ
เถิด”
ท่านแม่ทัพได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึก
ตื้นตันจนไม่อาจกล่าวคำพูดใด ๆ ได้
ได้แต่พยุงโภชาชานียะให้ลุกขึ้น พัน
บาดแผลให้แน่น สวมเกราะ พร้อมที่จะ
เข้าสู่สมรภูมิอีกครั้ง
โภชาชานียะข่มความเจ็บปวด
พาท่านแม่ทัพบุกตลุยเข้าทำลายค่าย
ที่ ๗ อย่างสุดความสามารถ เมื่อจับ
พระราชาองค์ที่ ๗ ได้แล้ว ก็สิ้นแรง
ล้มลง ทหารทั้งหลายจึงได้ช่วยกันพา
กลับมาที่ทวารหลวง
พระเจ้าพรหมทัตได้เสด็จมาดู
อาการของโภชาชานียะด้วยความ
ห่วงใยยิ่งนัก เมื่อเห็นว่า ได้รับบาดเจ็บ
สาหัส นอนตะแคงกายอยู่กับพื้นเช่นนั้น
ก็ให้รู้สึกปวดร้าวพระทัยยิ่งนัก พระองค์
ทรงทรุดพระวรกายลง ยกพระหัตถ์ขึ้น
ประคองศีรษะของโภชาซานียะ โภชาชา
นียะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วกราบบังคมทูล
ว่า
“ขอเดชะ ขอใต้ฝ่าพระบาทอย่าได้
สำเร็จโทษพระราชาทั้ง ๗ เลย ขอได้
โปรดเมตตาให้ถวายสัตยานุสัตย์เสีย
แล้วปล่อยไป อิสริยยศอันใดที่พระองค์
จะพระราชทานให้หม่อมฉันและท่าน
แม่ทัพ ขอได้โปรดรวมพระราชทานให้
ปี
แก่ท่านแม่ทัพผู้เดียวเถิด อย่าให้ท่าน
แม่ทัพผู้จับพระราชาได้ถึง ๗ พระองค์
ต้องได้รับโทษเพราะเหตุที่หม่อมฉัน
บาดเจ็บเลย ขอพระองค์จงทรง
บ่าเพ็ญทาน รักษาศีล และครอง
ราชสมบัติโดยธรรมเ ด ช ด
เมื่อกล่าวจบ ทหารก็ถอด
เกราะออกจากร่างของโภชาชานียะ
เมื่อเกราะพ้นจากตัวโภชาซานียะ
กลิ่นใจ
พระเจ้าพรหมทัตโปรดให้จัดพิธี
ศพของโภชาชานียะอย่างสมเกียรติ
เยี่ยงนักรบผู้กล้าหาญ ทรงพระราชทาน
บำเหน็จรางวัลแก่แม่ทัพม้า และโปรด
ให้พระราชาทั้ง ๗ ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
ทรงปฏิบัติตามคำทูลขอของโภชาชานียะ
ทุกประการ
ขึ้นชื่อว่า
ม้าสินธพอาชาไนย
แม้จะถูกธนู
บาดเจ็บสาหัส
จนต้องนอน
ตะแคงกับพื้น
ก็ยังประเสริฐ
กว่าม้าทั่วไป
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล่า
อดีตนิทานจบแล้ว ได้ทรงแสดงธรรมให้
พระภิกษุผู้เบื่อหน่ายการปฏิบัติธรรม
ฟังอีก จนกระทั่งภิกษุผู้นั้นสามารถทำใจ
ให้หยุดนิ่งเป็นสมาธิ เข้าถึงธรรมกาย
อรหัต สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ณ ที่นั้น
เอง แล้วพระพุทธองค์ทรงสรุปว่า พระ
เจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น ได้มาเกิด
เป็นพระอานนท์ แม่ทัพม้า มาเกิดเป็น
พระสารีบุตร ส่วนม้าโภชาชานียะ ก็คือ
พระองค์เอง
หลาน ๆ คะ คนที่คิดจะทำ
ความดีแล้ว ต้องตั้งใจ และพยายาม
ทำให้ได้โดยไม่เห็นแก่ความยาก
ลำบากใด ๆ ไม่ห่วงแม้แต่ความเจ็บ
ๆ
ความตาย ตั้งใจและทำให้ได้ ถ้า
เมื่อไรที่หลานเกิดความท้อแท้ หมด
กำลังใจ ขอให้นึกถึงม้าโภชาชา
นี่ยะนะคะ แล้วกัดฟัน สู้ สู้ สู้
ต่อไป สวัสดีค่ะ
Kalyanamitra.org
๑๕