ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตอ
พอผมย้ายจากโรงเรียนอัสสัม
ชัญฯมาเข้าโรงเรียนสิงห์สมุทร ได้พบ
กับเพื่อนหลาย ๆ ประเภท ครู อาจารย์
หลาย ๆ แบบ พอเข้าเรียนได้ไม่กี่วัน
เพื่อนของผมคนหนึ่งถูกพวกนักเรียน |
โรงเรียนเดียวกันทุบต่อยมา ผมจึง
บอกเพื่อนว่า
เอง”
“เอ็งไม่ต้องกลัว เดี๋ยวข้าจัดการ
แล้วผมก็ไปหยิบเอาฟุตเหล็กที่
เจียรหัวคมกริบมา และวิ่งไปชวนเพื่อน
อีก ๒ - ๓ คน พอไปถึงก็พบว่า นักเรียน
ที่มีเรื่องกับเพื่อนของผมนั้น กลับเป็น
เพื่อนของผมเช่นกัน ผมจึงไกล่เกลี่ย
จนเขาทั้งสองเข้าใจกันดี หลังจากวันนั้น
ไม่ว่าจะมีเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทงที่ไหน
ผมจะต้องเข้าไปร่วมด้วยเกือบทุกครั้ง
แต่ไม่ค่อยได้ดีกับเขาหรอก ส่วนใหญ่
ผมจะคอยวิ่งมากกว่า ผลการเรียนวิชา
ต่าง ๆ ก็แย่บ้าง ดีบ้าง แต่ผมก็ไม่มี
ความคิดเป็นห่วงอะไรเลย บางครั้งก็
หนีเรียนบ้าง หนีเที่ยวบ้าง ครูอาจารย์
ต่างออกปากว่า ผมเป็นเด็กที่ไม่ดี
แข็งกร้าว ต่าง ๆ นานา ผมก็เฉย แต่
บางครั้งก็ทนไม่ไหว เถียงไปทันควัน
บ้างก็มี ตอนนั้น ในใจผมไม่เคยมีคำว่า
กลัวเกรงครูอาจารย์เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเพื่อนชวนไปเที่ยวไหนก็ไป
ครั้งหนึ่งเพื่อนชวนผมไปเที่ยวที่พัทยา
ด้วยความคิดที่งมงายบวกความลืมตัว
ในขณะนั้น ผมจึงตามเพื่อนไป และได้
เข้าไปในลานสเก็ตแห่งหนึ่งแถว ๆ
พัทยากลาง ซึ่งตอนนั้น การเล่นสเก็ต
กำลังเป็นที่นิยมของหมู่วัยรุ่นอย่างมาก
เมื่อผมเข้าไป ได้สังเกตเห็นแสงสีต่าง ๆ
สลับกันไปมา ตอนนั้นมีความรู้สึกว่า
สนุกดี มีเด็กคนหนึ่งตัวเล็กประมาณ
เลยเอวผมขึ้นมาหน่อย นั่งสูบบุหรี่พ่น
ควันขโมง ตอนแรก ๆ ผมก็มีความรู้สึก
ว่าการสูบบุหรี่นั้น มันคงเท่ดี กลับ
ไม่ได้คิดถึงอันตรายที่จะตามมาเลย เมื่อ
เพื่อนส่งบุหรี่ให้ผม ผมก็จัดแจงจุดไฟ
ยกบุหรี่ขึ้นลูบอย่างมีความนึกลำพอง
ในใจว่า เรานี้คงเท่น่าดูเลย วันนั้น
เป็นครั้งแรกที่ผมเข้าไปในแหล่งมั่วสุม
ของเยาวชนเกรดดี แต่ด้วยความคิดที่มี
แต่กิเลสครอบงำ ความสว่างจึงเข้ามา
ไม่ถึง และเมื่อกลับถึงบ้าน ก็มีความ
รู้สึกว่าเหนื่อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
พอสองสามอาทิตย์ต่อมา เพื่อนชวนผม
ไปเที่ยวอีก ซึ่งตอนนั้นผมก็มีความรู้สึก
ติดใจในครั้งก่อนอยู่แล้วจึงไม่ได้ปฏิเสธ
ตอบรับตกลงอย่างไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง
เลย และเป็นอย่างนี้อีกสองถึงสามครั้ง
ความรู้สึกคึกคะนองต่าง ๆ ก็เพิ่มพูน
มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ของผ
งผม
ได้กําชับนักหนาว่า
"ตั้งใจเรียนให้ดีนะลูก อีกหน่อย
จะได้เป็นเจ้าคนนายคน
ผมก็ได้แต่ครับ ๆ แต่ไม่ได้จดจำไว้
ในสมองเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ได้จำ
ไปคิดเลยว่า ที่พ่อแม่พูดทุกเช้าเย็นนั้น
เพื่ออะไร เพื่อใคร และท่านพูดทำไม
อยู่มาวันหนึ่ง คุณแม่ก็บอกกับ
ผมว่า อีก ๒ - ๓ วัน จะมีพวกพี่ ๆ
อุบาสก อุบาสิกา ที่วัดพระธรรมกาย
จะมาปฏิบัติธรรมที่สัตหีบชั่วระยะหนึ่ง
ผมก็รับรู้รับฟังแค่นั้น แต่ก็ไม่ได้สนใจ
อะไร คิดเพียงแต่ว่า พวกนี้ก็คงจะมา
เที่ยวกันทำนองนั้น แต่ครั้นพอมาถึงวันที่
พวกพี่ ๆ จะมาจริง ๆ ผมก็มีความรู้สึก
ตื่นเต้นชอบกล แต่ก็ข่มใจไว้ไม่แสดง
อะไรออกมามากนัก พอมาถึง สิ่งแรก
ที่ทำให้ผมเริ่มศรัทธาในตัวพี่ ๆ อุบาสก
ตอนแรก ๆ
ผมก็มีความรู้สึก
ว่าการสูบบุหรี่นั้น
มันคงเท่ดี
กลับไม่ได้คิด
ถึงอันตรายที่จะ
ตามมาเลย
อุบาสิกาคือ ความมีระเบียบวินัย เพราะ
ผมเห็นการถอดรองเท้าของพวกพี่ ๆ
ดีมากเลยครับ พี่คนหนึ่งบอกกับพวก
พี่ ๆ ที่มาด้วยกันว่า ผู้ชายด้านขวา
ผู้หญิงด้านซ้ายครับ ซึ่งพี่ ๆ ทุกคนก็
ปฏิบัติตามอย่างมีประสิทธิภาพ ข้าวของ
ที่เตรียมมาก็วางไว้อย่างมีระเบียบ
มาก การเดินจากที่นั่งสมาธิไปบ้านพัก
แต่ละหลังนั้น พี่ ๆ ก็จัดเป็นกลุ่มเป็น
คณะ และเดินไปอย่างมีระเบียบ ส่วน
เรื่องการรับประทานอาหารก็มีกฏคือว่า
“พักแค่น้อย พอหมดแล้วค่อยเดิมใหม่
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความ
รู้สึกศรัทธาในพวกพี่ ๆ มาก และก็อยาก
จะรู้ว่า ใครเป็นคนสอนให้มีระเบียบ
แบบแผนอย่างนี้ให้แก่พวกพี่ ๆ แต่ก็ยัง
ไม่ได้ถามอะไรทั้งสิ้น
จนกระทั่ง น้าสุธรรม ตีระวนิช
มาถามผมว่า
“เคยนั่งสมาธิไหม”
ผมตอบว่า "เคยครับ”
น้าสุธรรมถามต่อไปว่า เคยไปวัด
พระธรรมกายหรือไม่
ผมก็ตอบเหมือนเดิมคือ
“เคย แต่หนสองหนเท่านั้น ไม่ได้
Kalyanamitra.org