การเดินทางสู่เมืองหลวง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 9 หน้า 57
หน้าที่ 57 / 138

สรุปเนื้อหา

ดินเกลือ รุ่งขึ้นเวลาสาย เมื่อชาวขับเกวียน หุงอาหารบริโภคเสร็จแล้ว ธนิยะก็สั่ง เคลื่อนขบวนเกวียนเดินทางต่อไป มุ่ง หน้าสู่เมืองหลวงของแคว้นวัชชีอันเลื่อง ลือกันว่าเป็นเมืองคนงาม เพราะประชา ชนสนใจในความเป็นระเบียบเรียบร้อย แห่งการแต่งกาย แม้สมเด็จพระบรม ศาสดาก็เคยทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายสังเกต ดูความเป็นผู้แต่งกายอย่างงดงามมี ระเบียบของชาวกรุงไพศาลีนั้นๆ ขบวนเกวียนเคลื่อนผ่านทุ่งนาและ ป่าตาลไปเรื่อย ๆ มีกระท่อมดินมุงด้วย หญ้าเรียงรายไปเป็นระยะ ๆ ในบริเวณ ใกล้เคียงกระท่อมเหล่านั้น มีมะม่วงป่า ซึ่งมีผลเล็กแต่ก็ตกมากสลับกับต้นกร่าง ต้นจิก ต้นเกด และอินทผลัม กระท่อม บางแห่งก็ตั้งอยู่เดี่ยวโดดกลางทุ่งว่าง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ในที่ใกล้เคียง เมื่อผ่าน ป่าตาลไปไม่นานนัก ก็เข้าเขตบ้านพราน • วินัยปิฎก ๕/๙๖ สุต

หัวข้อประเด็น

- การเดินทางสู่เมืองหลวง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ดินเกลือ รุ่งขึ้นเวลาสาย เมื่อชาวขับเกวียน หุงอาหารบริโภคเสร็จแล้ว ธนิยะก็สั่ง เคลื่อนขบวนเกวียนเดินทางต่อไป มุ่ง หน้าสู่เมืองหลวงของแคว้นวัชชีอันเลื่อง ลือกันว่าเป็นเมืองคนงาม เพราะประชา ชนสนใจในความเป็นระเบียบเรียบร้อย แห่งการแต่งกาย แม้สมเด็จพระบรม ศาสดาก็เคยทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายสังเกต ดูความเป็นผู้แต่งกายอย่างงดงามมี ระเบียบของชาวกรุงไพศาลีนั้นๆ ขบวนเกวียนเคลื่อนผ่านทุ่งนาและ ป่าตาลไปเรื่อย ๆ มีกระท่อมดินมุงด้วย หญ้าเรียงรายไปเป็นระยะ ๆ ในบริเวณ ใกล้เคียงกระท่อมเหล่านั้น มีมะม่วงป่า ซึ่งมีผลเล็กแต่ก็ตกมากสลับกับต้นกร่าง ต้นจิก ต้นเกด และอินทผลัม กระท่อม บางแห่งก็ตั้งอยู่เดี่ยวโดดกลางทุ่งว่าง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ในที่ใกล้เคียง เมื่อผ่าน ป่าตาลไปไม่นานนัก ก็เข้าเขตบ้านพราน • วินัยปิฎก ๕/๙๖ สุตตันตปิฎก ๑๑/๑๑๔ ผู้หากินในทางหาของป่า เช่น รวงผึ้ง และล่าเนื้อด้วยธนู ถัดบ้านพรานไปทาง ทิศตะวันตกมีป่าทึบ แต่ทางเกวียนมิได้ เป็นที่ที่สัตว์ป่าพากันมากินอยู่เนืองนิตย์ ยิ่งในเวลากลางคืน สัตว์ต่าง ๆ จากป่า ทึบจะพากันมากินดินนี้อย่างคับคั่ง และ ผ่านเข้าไปในป่านั้น คงมุ่งหน้าไปอีก แล้วก็จะเลยไปกินน้ำในบ่อนั้น ที่อันมี ทางหนึ่งซึ่งเป็นป่าโปร่ง มีไม้เบญจพรรณ ขึ้นประปรายอยู่ทั่วไป ลักษณะคล้ายใครมาขุดนั้น ก็คือที่ซึ่ง สัตว์พากันมากินดินโป่ง เพราะดินชนิดนี้ เมื่อเดินทางต่อไปอีกก็ผ่านพื้นที่ อันมีลักษณะขึ้นและต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ก็ไม่ ค่อยงอกงามนัก ดูคล้ายกับที่ว่างเป็น บริเวณใหญ่ เสียงล้อเกวียนและกระดึงที่ คอโค ทำให้หมู่นกแก้วฝูงใหญ่ตกใจบิน ขึ้นจากบริเวณนั้นนับด้วยจำนวนพัน จำนวนหมื่น ด้านขวามือของขบวน เกวียนไปไกลประมาณ ๑๕ ชั่วเลฑ บาต” มีหนองน้ำขนาดใหญ่พอประมาณ ดินบางแห่งก็มีรอยลึกลงไปคล้ายมีใคร ขุด ธนิยะได้ชี้แจงให้สุรเสนะฟังว่า ดิน ในบริเวณนี้เขาเรียกว่า ดินโป่ง มีรสเค็ม ๒ ชั่วเลฑฑบาต (เลด-ดุ-บาด) คือ ระยะที่คน เราขว้างก้อนดินสุดกำลัง จนกระทั่งตกลงพื้น ครั้งหนึ่ง เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสัตว์ป่า พอ ๆ กับ อาหารอย่างอื่น และพวกพรานก็มักจะ มาคอยซุ่มยิงสัตว์ในบริเวณนี้ “เมื่อเจ้ารู้ธรรมชาติของสัตว์ ป่าและดินโป่งอย่างนี้แล้ว พ่อจะ ถามเจ้าบ้างว่า ในหมู่มนุษย์เรานั้น ได้มีการติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือน สัตว์ป่าติดการกินดินโป่งนี้บ้าง หรือไม่?” สุรเสนะตอบว่า “ข้าแต่ท่านบิดา ลูกคิดว่ามีสิ่งที่มนุษย์พากันติดมากมาย หลายชนิด ยิ่งกว่าดินโป่งนั้น เป็นแต่จัด ประเภทไม่ถูกเท่านั้น ว่าจะควรแบ่งออก เป็นหมวดหมู่อย่างไรบ้าง” Kalyanamitra.org ๕๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More