ข้อความต้นฉบับในหน้า
จับผิด นั่งเสี่ยงทายให้วุ่นวายกันเปล่า ๆ
ข้อ ๔. “ภิกษุพึงทำความศึกษา
ว่า เราจักฉันแกงพอสมควรกับข้าวสุก”
ข้อนี้ก็เป็นเรื่องของการฝึกนิสัย
ไม่ให้กินกับเติบ เช่นเดียวกับข้อที่
ผ่านมาแล้ว ต่างกันแต่ว่า ข้อแรกเป็น
กรณีตั้งเจตนาจะให้ได้กับข้าวมาก ๆ
ขณะบิณฑบาต ส่วนข้อนี้เป็นการ
กำหนดมารยาทขณะกำลังฉันอาหาร
ผลที่ได้รับ นอกจากไม่เป็นที่รังเกียจ
ของเพื่อนฝูง ของชาวบ้านแล้ว ยัง
สร้างนิสัยประหยัด เป็นผลดีในเชิง
เศรษฐกิจอีกด้วย
ข้อ ๔. “ภิกษุพึงทำความศึกษา
ว่า เราจักไม่ขยุ้มข้าวสุกแต่ยอดลงไป”
บางคนมีนิสัยแปลก ๆ จะตักจะ
กินอะไรชอบเจาะตรงกลางก่อน คด
ข้าวในหม้อก็ควักลงไปตรงกลาง ตัก
ข้าวหรือตักกับข้าวในจาน ก็เจาะควัก
ตรงกลางแบบเดียวกัน มองไปเห็นเป็น
สะดือกลวงโบไปหมด นิสัยอย่างนี้
ควรแก้ไขเสียเพราะไม่งาม ลำพังของ
ที่อยู่ในจานของเราก็ยังไม่ค่อยน่าดู
ถ้ากินรวมถาดเดียวกันแบบชาวอินเดีย
ถาดละ ๔-๕ คน ใครขึ้นเจาะตรงกลาง
แบบนี้ เพื่อนฝูงคงไม่ชอบใจแน่ ๆ
ยิ่งเป็นพระ ญาติโยมเห็นท่าน
เจาะฉันข้าวในบาตรเป็นปล่องเป็น
ช่องกลวงโบ๋อย่างนั้น เขาคงนึกว่า
พระองค์นี้ทำอะไรพิลึก ๆ ครอบครัว
ไหนปล่อยให้ลูกหลานทำตามใจตัวอย่าง
นี้ พอลูกโตขึ้นไปเข้าสังคมไหน เขา
จะมีปัญหาถูกเพื่อนฝูงรังเกียจ
สิ่งละอันพันละน้อยอย่างนี้อย่า
มองข้าม เพราะเป็นมารยาทที่ส่งเสริม
บุคลิกและกำจัดความน่ารังเกียจทั้ง
หลาย ข้าวสุกที่ทายกตักใส่บาตรหรือ
จาน กองพูนเป็นยอดสูง เมื่อพระภิกษุ
จะฉันควรเกลี่ยให้ต่ำลงหรือเสมอกัน
ก่อน แล้วจึงลงมือฉัน ส่วนอาหาร
อื่น ๆ เช่น ขนม ไม่เป็นของที่พึ่งขอุ้ม
อยู่แล้ว จึงไม่ได้เอ่ยถึง
ข้อ ๑๐.
“ภิกษุพึงทำความศึกษา
ว่า เราจักไม่กลบแกงหรือกับข้าวด้วย
ข้าวสุก เพราะอยากจะได้มาก”
ข้อนี้ชัดอยู่แล้วไม่ต้องขยายความ
อีก เรื่องอย่างนี้มักเกิดในหมู่ลูกศิษย์วัด
จอมแก่นทั้งหลาย ในคราวที่อยู่ร่วมกัน
มาก ๆ และข้าวปลาอาหารค่อนข้าง
อัตคัตขาดแคลน วิธีซ่อนกับข้าวซ่อน
ขนมของพวกเขาแยบยลน่าดู บางที
หลงนึกสงสารว่า โถ แย่งเขาไม่ทันไป
นั่งซุกกินข้าวเปล่า ๆ อยู่คนเดียว ที่แท้
เจ้านั่นแหละตัวแสบ!!
(อ่านต่อฉบับหน้า)
Kalyanamitra.org