มารยาทในการรับประทานอาหาร วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 9 หน้า 84
หน้าที่ 84 / 138

สรุปเนื้อหา

หรอกของหวาน เนื่องจากเป็นโรค เบาหวาน อย่างน้ำอ้อยนี่ฉันไม่ได้เลย ก็เลยจัดน้ำแข็งเปล่ามาถวายแทน เกือบไปแล้วไหมล่ะ นี่ถ้าเป็น องค์อื่น ท่านเกรงใจเราฉันเข้าไปทั้ง ๆ ที่แสลงโรคคงแย่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ข้อ 5. “ภิกษุพึงทำความศึกษา ว่า เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ ในบาตร” นี่ก็เป็นมารยาทในการรับประทาน อาหารทั่ว ๆ ไป เมื่อเด็ก ๆ โดนแม่ตีก็ เรื่องอาหารนี่แหละ หลวงพ่อเกิดก่อนสงครามโลก ครั้งที่สอง ๒-๓ ปี ฉะนั้นจึงทันได้เห็น เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น แล้วบ้านของหลวงพ่อเองก็ประสบ ภัยสงครามกับเขาด้วย ตอนนั้นญี่ปุ่น เข้ามายึดเอาไร่และบ้านเพื่อทำเป็น ค่ายทหารของเขา เราก็เลยต้องอพยพ ฐานะซึ่งแต่เดิมปานกลาง พอ ปุบปับถูกไล่ออกจากบ้าน ต้องจากที่ ทำกิน ก็จนกรอบทรุดฮวบเลย อาหาร การกินฝืดเคืองไปหมด ขณะน

หัวข้อประเด็น

- มารยาทในการรับประทานอาหาร

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๗๘ หรอกของหวาน เนื่องจากเป็นโรค เบาหวาน อย่างน้ำอ้อยนี่ฉันไม่ได้เลย ก็เลยจัดน้ำแข็งเปล่ามาถวายแทน เกือบไปแล้วไหมล่ะ นี่ถ้าเป็น องค์อื่น ท่านเกรงใจเราฉันเข้าไปทั้ง ๆ ที่แสลงโรคคงแย่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ๖. ข้อ 5. “ภิกษุพึงทำความศึกษา ว่า เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ ในบาตร” นี่ก็เป็นมารยาทในการรับประทาน อาหารทั่ว ๆ ไป เมื่อเด็ก ๆ โดนแม่ตีก็ เรื่องอาหารนี่แหละ หลวงพ่อเกิดก่อนสงครามโลก ครั้งที่สอง ๒-๓ ปี ฉะนั้นจึงทันได้เห็น เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น แล้วบ้านของหลวงพ่อเองก็ประสบ ภัยสงครามกับเขาด้วย ตอนนั้นญี่ปุ่น เข้ามายึดเอาไร่และบ้านเพื่อทำเป็น ค่ายทหารของเขา เราก็เลยต้องอพยพ ฐานะซึ่งแต่เดิมปานกลาง พอ ปุบปับถูกไล่ออกจากบ้าน ต้องจากที่ ทำกิน ก็จนกรอบทรุดฮวบเลย อาหาร การกินฝืดเคืองไปหมด ขณะนั้นยัง เป็นเด็ก พอเห็นเพื่อน ๆ ที่เขากลับ จากโรงเรียน กินไอศกรีม กินนั่น กิน นี่กัน ก็อยากกินกับเขาบ้าง แต่ไม่มี เงินซื้อ ด้วยความเป็นเด็กก็อดมองเขา กินไม่ได้ ฉะนั้น พอโตขึ้นมาก็มีความ รู้สึกอย่างหนึ่งว่า เรารู้จักพอ คือ ถูกฝึกให้สันโดษนั่นเอง เราฐานะ อย่างไรก็พอใจอย่างนั้น นิสัยที่ จะไปอิจฉาใครก็เลยไม่มี อิจฉา ตาร้อนใคร ไม่เป็นเพราะเคยอดมา จนเคยแล้ว ถึงลำบากยากเย็น อย่างไรเราก็อยู่ได้ จากมารยาทเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่เองได้ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อมา คือ อิจฉาใครไม่เป็น ใครเขาได้ดิบ ได้ดีก็สนับสนุน ถึงจะได้ดีกว่าเรา ก็ไม่นึกอิจฉาเลย บรรพบุรุษของเรา นี่ท่านฉลาดจริง ๆ ในการอบรมลูก ๆ หลาน ๆ มารยาทเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้อย่า ปล่อยผ่าน ถึงขาดเงินขาดทองอย่าง ไรก็อย่าปล่อยให้ลูกหลานไปดูปาก ชาวบ้านเขากิน ถ้าไม่ระวังกวดขัน ห้ามปรามเสียแต่ยังเด็ก นิสัยขี้อิจฉา จะพอกพูนขึ้นจนแสดงออกอย่างน่า เกลียด หาความสบายใจไม่ได้ตลอด ชาติ ข้อ ๗. “ภิกษุพึงทำความศึกษา ว่า เราจะไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง ท่านหมายความว่า เวลาตักข้าว รับประทาน ไม่ควรแหวกกองข้าวตรง การดูปากคนที่กำลังกินอาหารนี่ | นั้นตรงนี้จนเว้า ๆ แหว่ง ๆ เขละขละ ถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง ผู้ใหญ่สมัยนั้นไม่ยอมปล่อยให้ลูก หลานมองใครกินอาหารเด็ดขาด ที่บ้าน โยมแม่ไม่ยอมให้ลูก ๆ มองปากใคร กิน ถ้าเห็นท่านที่ยับเลย ความที่ถูก | เคี่ยวเข็ญมาอย่างนั้น ต่อ ๆ มาก็ดีขึ้น โดนที่ ๔-๕ หน วันหลังเห็นใครกินอะไร ไม่กล้ามอง ก้มหน้างุดไปเลย ไปทั้งจาน ควรตะล่อมข้าวเป็นคำ ๆ หมั่นปาดขอบกองข้าวให้พูนกลมอยู่ ตลอดเวลา จะรับประทานด้วยมือหรือ ด้วยช้อนก็ควรทำอย่างเดียวกัน เรื่องนี้ ถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง แม้เป็น มารยาทเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีคุณค่ามาก นอกจากจะเป็นการฝึกสติแล้ว ยัง ช่วยส่งเสริมบุคลิกของเราได้เป็น จากมารยาท เล็ก ๆ น้อย ๆ ๆ นี่เอง ได้ส่งผล ยิ่งใหญ่ต่อมา คืออิจฉาใคร ไม่เป็น Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More