ข้อความต้นฉบับในหน้า
“จะใช้เทคโนโลยีพัฒนาอะไร
ก็แล้วแต่ จะไม่ได้ผลเต็มที่ ถ้าไม่
พัฒนาใจ”
จากการเทศนาที่ตรงใจผู้ฟัง ประ
กอบกับบรรยากาศอันสงบ ร่มรื่น เป็น
ระเบียบเรียบร้อยของวัด ทำให้อาจารย์
รู้สึกประทับใจ และได้มาที่วัดอีกในวัน
อาทิตย์ถัดมา ได้มาฝึกสมาธิเช่นสาธุชน
ทั่วไป เมื่อกลับบ้านแล้วก็ไปฝึกต่อที่บ้าน
โดยนั่งสมาธิบนเตียงนอน
วันนั้นเอง คุณอัปสร ครสา
ผู้เป็นภรรยา เห็นอาจารย์นั่งสมาธิก็ตกใจ
รีบร้องห้ามว่า
“อย่านั่งสมาธินะ เดี๋ยวเป็นบ้า!”
“แต่ผมไม่เชื่อ อาจารย์ว่า “อาทิตย์
ต่อมาเขาเลยตามผมไปที่วัดเพื่อดูว่าเป็น
ยังไงบ้าง พอไปแล้วเลยติดใจ ไปเป็น
ประจำเลย กลับชอบนั่งสมาธิยิ่งกว่าผม
เสียอีก ผมยังมีติดงานบ้าง ติดเล่นกอล์ฟ
บ้าง”
บ้านกัลยาณมิตร
คณะของเราได้เลยไปบ้านของ
อาจารย์สมหมาย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก
AIT นัก บ้านหลังกะทัดรัด ร่มรื่นด้วย
หมู่ไม้ ตั้งอยู่หลังสถานีทดลองข้าวคลอง
หลวง ซึ่งคุณอัปสร ดรสาคู ทำงาน
เป็นนักวิชาการเกษตร ๕ อยู่ที่นั่น
เมื่อเราไปถึง คุณอัปสร และ
เด็กชายภัทรพล คงสาคู หรือ “น้อง
ใหม่” ได้รออยู่ที่บ้านแล้ว และวันนี้ คุณ
ย่าเกี่ยง คงสาคู กับหลานสาวอีก
๒ คน ได้มาที่บ้านด้วย
เช่นเดียวกับที่ทำงาน ที่มุมพักผ่อน
ของบ้านมีโปสเตอร์เชิญชวนปฏิบัติธรรม
ติดไว้อย่างสวยงาม...แสดงให้เห็นว่า
ความเป็นกัลยาณมิตร มีอยู่ในครอบ
ครัว นี้ทุกลมหายใจ
คุณอัปสรเริ่มเข้าวัดเมื่อคราวมาฆ
บูชา เธอได้เล่าให้เราฟังว่า
“มาแล้วได้พบบรรยากาศอันร่มรื่น
สวยงาม มีระเบียบ ประกอบกับได้ฟังน้ำ
เสียงอันอ่อนโยน นุ่มนวล ของหลวงพ่อ
ธัมมชโยขณะที่สอนสาธุชนนั่งสมาธิ
ก็ยิ่งประทับใจมากขึ้น และเมื่อได้สวด
มนต์ก็รู้สึกว่าจิตใจสงบ นั่งสมาธิได้ดี
จึงมาวัดอยู่เสมอ” เมื่อมาก็จะชักชวนญาติ
พี่น้องเพื่อนฝูงมาด้วยคราวละหลาย ๆ
คน คุณอัปสรกล่าวถึงสมาธิว่า
“สมาธินี่ดีจริง ๆ เพราะเดิมเป็นคน
ตกใจง่าย แต่เมื่อนั่งแล้ว ใจแกร่ง ความ
คิดดีขึ้น ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น”
เมื่อคุณอัปสรเข้าวัด นอกจากจะ
ชักชวนญาติสนิทมิตรสหายมาวัดกัน
เป็นกลุ่มใหญ่แล้ว สิ่งที่คุณอัปสร
ปรารถนาจะทำเป็นอย่างยิ่งก็คือ “การ
เป็นกัลยาณมิตรออกไปชักชวน
สาธุชนทั้งหลายให้ทำบุญ”
ในครั้งแรก คุณอัปสรได้สมัครเป็น
“ธรรมโฆษก์” คือเป็นผู้นำธรรมะไป
Kalyanamitra.org