ข้อความต้นฉบับในหน้า
วัดเชตวันแล้ว ก็จะไม่ได้เห็นเรา”
พวกสาวกพาพระเทวทัตมาวาง
เตียงลงริมสระโบกขรณีใกล้วัดเขตวัน
แล้วพากันลงไปอาบน้ำในสระ
พระเทวทัตลุกจากอาการนอน
นั่งห้อยเท้าทั้งสองลงบนแผ่นดิน เท้า
ทั้งสองของเขาค่อย ๆ จมลงไปในดิน
ถึงข้อเท้า ถึงเข่า, ถึงเอว, ถึงนม และ
ถึงคอ เวลากระดูกคางจรดถึงพื้นดิน
เทวทัตได้กล่าวว่า
“พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงเป็น
ผู้เลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย
เป็นผู้ชำนาญในการฝึกคน ทรงมี
พระจักษุรอบด้าน ทรงมีพระลักษณะ
อันสำเร็จมาจากบุญ ข้าพระพุทธเจ้า
ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่าเป็น
ที่พึ่ง ขอถวายกระดูกคางและลมหายใจ
ครั้งสุดท้ายนี้เป็นเครื่องสักการะ แต่
พระองค์”
ทราบกันว่า พระศาสดาทรงเห็น
ฐานะนี้ (คือการที่พระเทวทัต จักถึง
พระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งในวาระสุดท้าย)
จึงทรงยอมให้พระเทวทัตบวช ถ้าเขาไม่
ได้บวชเลย อยู่เป็นคฤหัสถ์จะทำกรรม
หนักยิ่งกว่านี้ จักไม่ได้ทำปัจจัยอันดี
เพื่อภพต่อไป เมื่อได้บวช แม้จะทำกรรม
หนักก็จริง ก็ยังสามารถทำปัจจัยอันดี
ไว้เพื่อภพต่อไป นัยว่า ในอีกแสนกัปป์
ข้างหน้า พระเทวทัตจักได้เป็นพระปัจเจก
พุทธเจ้า นามว่า อัฏฐิสสระ
พระเทวทัตจมดินแล้วไปเกิด
ในอเวจี ถูกไฟในอเวจีไหม้อยู่
เคลื่อนไหวไม่ได้ เพราะประพฤติ
ผิดในพระพุทธเจ้าผู้ไม่หวั่นไหว
ทุกข์ทรมานอยู่ในอเวจีนั้นนาน
แสนนาน
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า
“พระเทวทัตมาถึงนี้แล้วไม่ทัน
ได้เฝ้าพระศาสดา จมดินเสียแล้ว”
พระศาสดาตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย! เทวทัตประพฤติ
ผิดในเรา ต้องถูกแผ่นดินสูบในกาลนี้
เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เคย
แล้วเหมือนกัน” ดังนี้แล้ว ทรงแสดง
สวนาตราดก สมัยที่พระองค์เป็น
ช้าง พบพรานหลงทางในป่าลึก ยกขึ้น
หลังของตนไปส่งถึงที่อันปลอดภัย แต่
พรานนั้นกลับมาตัดงาเสียถึง - ครั้ง
และถูกแผ่นดินสูบ
พระศาสดาทรงย้ำว่า
“หากจะให้แผ่นดินทั้งหมด
แก่คนอกตัญญู ก็ให้เขาพอใจ
ไม่ได้
ทรงแสดงชาดกอื่น ๆ อีกเช่น
ขันติวๆ ขาดก” สมัยพระองค์เป็น
ขันติวาที่ดาบส พระเทวทัตเป็นพระเจ้า
กลา, ธรรมปาลชาดก สมัย
พระองค์ทรงเป็นจุลธรรมปาละ พระ
เทวทัตเป็นพระเจ้ามหาปตาปะ ล้วนแต่
เคยประพฤติผิดในพระองค์และเคยถูก
แผ่นดินสูบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบแล้ว
ประชาชนต่างชื่นชมยินดี ยกธง และ
เล่นมหรสพ พลางกล่าวกันว่า
“เป็นลาภของพวกเราแล้วหนอ
ที่พระเทวทัตตายไป”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาค พระศาสดาตรัสว่า
b
* สีสวนา ชาดก ขุททกนิกายชาดก ๒๗/๒๓
และอรรถกถาชาดกเล่ม ๒ หน้า ๑๒๔
อรรถกถาชาดกเล่ม ๔ หน้า ๒๗๕
อรรถกถาชาก เล่ม ๔ หน้า ๔๕๐
“มิใช่เพียงแต่บัดนี้เท่านั้น แม้
ในกาลก่อนเทวทัตตาย คนทั้งหลาย
ก็ร่าเริงแล้วเหมือนกัน”
ดังนี้แล้ว ทรงแสดงปิดลชาดก
(อรรถกถาชาดก เล่ม ๓ หน้า ๒๑๙)
ว่าด้วยเรื่องพระเจ้าปิงคละผู้ครอง
นครพาราณสี เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่
ดุร้าย หยาบช้า เมื่อสวรรคต คนทั้งหลาย
ก็พากันร่าเริงเล่นมหรสพ แต่นายประตู
คนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่ เมื่อพระโพธิสัตว์
ถามว่าเขารักพระเจ้าปิงคละนักหรือ
เขาตอบว่า
“พระราชาปิงคละ ผู้มีพระเนตร
ไม่ดำ หาเป็นที่รักของข้าพเจ้าไม่ แต่
ข้าพเจ้าร้องไห้เพราะเกรงว่าพระองค์
จะกลับมาอีก ด้วยว่าเมื่อจากโลกนี้
ไปแล้ว จะพึงไปเบียดเบียนพญามัจจุ
ราช - มัจจุราช รำคาญเข้า อาจนำ
พระองค์กลับคืนมา ข้าพเจ้าร้องไห้
เพราะเหตุนี้”
เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า
“เวลานี้พระเทวทัตไปที่ใด?” พระศาสดา
ตอบว่า ไปเกิดในอเวจีมหานรก แล้ว
ตรัสพระพุทธภาษิต :
อิฐ ตปปติ เปาเจ ตปปติ
ปาปการี อุภัยตฺถ ตติ
ปาปี เม กตนติ ตปปติ
ภัยโย ปุปติ ทุคคติ คใต
ผู้ทำบาปไว้ย่อมเดือดร้อน
ในโลกทั้งสอง คือย่อมเดือดร้อน
ในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็เดือด
อ้อนในโลกหน้า เขาเดือดร้อน
ว่า เราได้ทำบาปไว้ และเมื่อ
ไปทุกดี ก็เดือดร้อนยิ่งขึ้น
Kalyanamitra.org
900