ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ดูก่อนสุรเสนะ! เจ้าเข้าใจถูกแล้ว
มนุษย์ฉลาดมากกว่าสัตว์ แต่เมื่อ
ถึงคราวหลังก็มีเรื่องที่จะหลงได้
มากกว่าเช่นเดียวกัน พ่อจะยังไม่
จัดประเภทให้เจ้าฟัง แต่จะยกตัวอย่าง
บางเรื่องเพื่อให้เจ้าหัดจัดประเภทเอาเอง
และ
ต่างว่าเจ้านำภาชนะธรรมดา
ภาชนะที่ทำด้วยเงินหรือทองใส่อาหาร
วางไว้ ถ้าเป็นสัตว์ มันจะไม่เลือกว่า
อาหารนั้นอยู่ในภาชนะธรรมดาหรืออยู่
ในภาชนะเงินทอง มันจะเพ่งเล็งเฉพาะ
อาหารเท่านั้น มันไม่สนใจในลวดลาย
หรือสีอันงดงามต่าง ๆ ของภาชนะที่ใส่
อาหารเลย แต่มนุษย์เป็นผู้ฉลาดมากกว่า
ก็รู้จักเลือกได้หลายชนิด และบางคนก็
พิถีพิถันมากในการเลือกนั้น ทั้ง ๆ ที่
ภาชนะงามหรือไม่งามไม่ได้ทำให้อาหาร
มีอะไรผิดปกติไปเลย อีกอย่างหนึ่งเรา
มักจะกล่าวกันว่า สัตว์ต่าง ๆ มัน โล่ จึง
ไม่รู้จัก ดู หรือ ชัย สิ่งที่สวยงาม และ
ไพเราะ ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์เราฉลาดที่จะ
หอยในอะไร ๆ ได้มากกว่า ตว์
และ
สรรเสริญ ความฉลาดในการหลงอะไร ๆ
ได้มาก ๆ นี้แหละว่าเป็นความเจริญ
อย่างหนึ่ง
หู จมูก
“ข้าแต่ท่านบิดา ลูกพอจะจัดประ
เทได้แล้ว มนุษย์ฉลาดในการที่จะหลง
ได้มากกว่าสัตว์ตามประตู” ทั้ง 5 ที่
มนุษย์ใช้ติดต่อกับโลกภายนอก คือ ตา
ลิ้น กายและใจ แต่ในข้อนี้ลูกก็
ยังคลางแคลงอยู่ มนุษย์นั้นถึงอย่างไร ๆ
ก็ดีกว่าสัตว์ เพราะจะเห็นได้ว่าทั้ง ๆ ที่
มนุษย์มีสิ่งที่ หลง หรือ คิด ได้มากอย่าง
กว่า แต่ก็ยังสามารถจับสัตว์มาใช้งานได้
และมีอำนาจเหนือสัตว์มาแต่ไหนแต่ไร
- ภาษาศาสนาเรียกว่า ทวารหรื อายตนะ
ภายใน
แล้ว ข้อนี้เองทำให้ลูกยังคิดเห็นความ | เสริฐกว่านั้น คือผู้ที่ชนะน้ำใจผู้อื่น
ประเสริฐของมนุษย์อยู่"
b
“ดูก่อนสุรเสนะ! ข้อที่เจ้าว่านั้น
ถูกแล้ว มนุษย์มีทางหลงได้มากตาม
ประตูทั้ง 5 นั้น ทั้ง ๆ ที่สัตว์ส่วนมากก็
มีประตูทั้ง 5 เช่นเดียวกับมนุษย์ เพราะ
มนุษย์ฉลาดที่จะหลงได้ลึกซึ้งกว่า และ
ข้อที่เจ้ากล่าวว่า ยังเห็นความประเสริฐ
ของมนุษย์อยู่ เพราะสามารถจับสัตว์มา
ใช้งานและเป็นนายเหนือสัตว์ก็นับว่า
ถูกต้องเช่นเดียวกัน แต่พ่อจะสอนให้
เจ้าคิดเป็นชั้น ๆ ว่าส่วนที่ประเสริฐอัน
แท้จริงของมนุษย์อยู่ที่ไหน?
สุรเสนะเลย! ปัจจุบันเราเป็นชาว
เมืองกาสี สมมติว่าชาวเมืองอื่นยกกอง
ทัพมารบ และมีชัยกวาดต้อนพวกเราไป
ได้โดยไม่ต้องไปบนกองเลือด
ไม่ต้องทำให้ใครเดือดร้อน มีหน้า
นองน้ำตา กล่าวคือเป็นผู้ชนะโดย
เช่นที่พระบรมศาสดาทรง
คุณธรรม
ชนะทุกแว่นแคว้นอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะ
เสด็จไปที่ใดก็มีพระราชาแห่งแคว้นนั้น
ต้อนรับกราบไหว้ ถือว่าเป็นมงคลที่ได้
ผ่านไปยังแว่นแคว้นแห่งตน
มนุษย์เราที่นับว่าประเสริฐกว่า
สัตว์ก็เช่นเดียวกัน ย่อมประเสริฐเป็น
ชั้น ๆ มิใช่เพียงจับสัตว์มาเป็นทาสได้ก็
นับว่าประเสริฐพอแล้ว เพราะถ้าเพียง
เท่านั้นสัตว์ที่ข่มเหงสัตว์ตัวอื่นได้ ก็จะ
กลายเป็นสัตว์ประเสริฐไปด้วย สมเด็จ
พระบรมศาสดาจึงทรงวางหลักไว้ถึงผู้ที่
พวก
ประเสริฐแท้จริงว่า “ผู้ที่มีทั้งความรู้ดี
ทั้งความประพฤติดีนั้น นับว่าเป็นผู้
ประเสริฐในหมู่เทวดาและมนุษย์” คราว
เป็นทาสเป็นเชลยของเขาได้
เขาก็คงจะรื่นเริงฉลองความมีชัยกัน
อย่างเอิกเกริก จะสดุดีเกียรติของผู้มีส่วน
สำคัญในการกวาดต้อนพวกเราไปเป็น
ทาสว่าผู้ประเสริฐ คราวนี้ย้อนมากล่าว
ถึงพวกเราบ้าง เราจะคิดตรงกับฝ่ายศัตรู
หรือไม่ว่า พวกนั้นประเสริฐตรงที่ข่มเหง
รังแกเราได้ หรือเป็นนายเราได้ เราก็คง
ไม่คิดอย่างนั้น คราวนี้สมมติต่อไปอีกว่า
ผู้เป็นหัวหน้าของฝ่ายศัตรูนั้น เกิดเปลี่ยน
ความคิด แม้ชนะแล้วก็ไม่เบียดเบียน
ไม่กวาดต้อนใครไปเป็นทาส สั่งห้ามมิ
ให้ทหารฝ่ายตนข่มเหงรังแกประชาชน
พยายามใช้ความดีชนะจิตใจของฝ่ายแพ้
ให้ยอมแพ้ทั้งทางกายและทางจิตใจ
เช่นนี้ ผู้ชนะนั้นก็จะได้รับความสรรเสริญ
สองฝ่าย คือทั้งตนเองและฝ่ายที่แพ้
ในบุคคลทั้งสองที่ชนะแล้วข่มเหง
ผู้แพ้ กับชนะแล้วทำให้ผู้แพ้นับถือได้
เจ้าก็คงเห็นแล้วว่า บุคคลประเภทหลัง
นับว่าประเสริฐกว่า และก็ยังมีผู้ประ
นี้มาถึงปัญหาที่ค้างอยู่ คือข้อที่ว่ามนุษย์
ฉลาดยิ่งกว่าสัตว์ แต่ก็ฉลาดในการที่จะ
หาอะไรต่ออะไรมาเป็นที่ตั้งแห่งความ
หลงได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าสัตว์นั้น จะกลายเป็น
ผู้ประเสริฐขึ้นมาได้อย่างไร? คำตอบ
ปัญหานี้ ความจริงก็อยู่ที่คำถามนั้น
เอง คือเมื่อ มนุษย์ฉลาดที่จะหลง
อะไรได้มากกว่าสัตว์ แล้วในทางตรง
กันข้ามที่มนุษย์จะกลายเป็นผู้ประ
เสริฐขึ้นมานั้น ก็คือมนุษย์รู้จักทำ
ลายความหลงของตนเองได้ด้วย ส่วน
สัตว์ต่าง ๆ เคยหลงอยู่อย่างไร ก็คงหลง
อยู่เท่าเดิมตลอดระยะเวลาเป็นพัน ๆ ปี
ไม่เปลี่ยนแปลง แต่มนุษย์ไม่เหมือน
อย่างนั้น เมื่อหลงเป็น ก็รู้จักหายหลง
เป็นด้วย มิได้ยึดอยู่ในความหลงนั้นเสีย
ทั้งหมด
"
๕๔
Kalyanamitra.org