ข้อความต้นฉบับในหน้า
ต่อจากฉบับที่แล้ว
ช่วยกันเตรียมงาน เห็นคุณยายดีใจ และเห็น
บรรยากาศในวันนั้นแล้ว อยากให้ลูกชาย
สู่เพศสมณะ.... จุดเริ่มต้น ทั้งโลกบวชให้แม่ทุกคน
ของการสร้างวัดพระ
ธรรมกาย
หลังจากที่หลวงพ่อธัมมชโยของเรา
เรียนจบในต้นปี ๒๕๑๒ ได้ปริญญาจาก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว คุณยาย
อาจารย์ผู้เล็งเห็นการณ์ไกล เห็นว่าการเผยแผ่
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้กว้างใหญ่
ไพศาลพอที่จะช่วยชาวโลกได้นั้น ต้องอาศัย
พระภิกษุที่มีความรู้ปริญญาทางโลก เพียบ
พร้อมด้วยความรู้ทางธรรมทั้งภาคปริยัติและ
ปฏิบัติ และควรเป็นพระภิกษุที่อยู่ในวัยหนุ่ม
ซึ่งยังมีพลังสติปัญญาเต็มเปี่ยม มีกำลังกาย
ที่แข็งแกร่ง มีจิตใจเข้มแข็ง จึงปรึกษากันว่า
หลวงพ่อควรจะบวชกันในพรรษานี้ เมื่อหลวง
พ่อตกลงเห็นด้วย คุณยายท่านก็ดีใจ
หลวงพ่อธัมมชโยของเราบวชในวันที่
๒๗ สิงหาคม ๒๕๑๒ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๙ ครั้นหลวงพ่อบวชแล้ว ออกปาก
ไม่ลาสิกขาบท ขอสละชีวิตนี้ให้พระศาสนา
รักษาพรหมจรรย์ตลอดชีวิต อุทิศแด่พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งพระพุทธ
ศาสนาให้ยั่งยืนสืบต่อตราบสิ้นกัปกัลป์ ต่อมา
ท่านปรารภเรื่องการสร้างวัดขึ้นมา เพื่อจะให้
ลูกศิษย์ที่ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งกลุ่มได้บวช
อยู่สร้างบารมี ซึ่งตรงกับความคิดของหลวงพ่อ
ธัมมชโยและหมู่คณะ พวกเราจึงสนับสนุนงาน
ของท่านทุกวิถีทางด้วยความเต็มใจเป็นที่สุด
เพราะมีความเชื่อมั่นว่า ท่านสามารถเป็น
“หลักชัย” ให้หมู่คณะรวมตัวกันได้อย่าง
มั่นคงยั่งยืน จึงรีบอาสาคุณยายและหมู่คณะ
ไปขอที่ดินจากเพื่อนมาสร้างวัด
รอยยิ้มและแววตาของคุณยายที่แสดง “สมบัติละเอียด”...บุญใน
ความปีติยินดีออกมา ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเลย อดีต
เย็นวันนั้นคุณยายพูดคุยแต่เรื่องเตรียมงานบวช
จะต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ใครมาถึงคุณยาย
พอได้ที่ดินมาเรียบร้อยถึง ๑๙๖ ไร่
ก็รีบบอก ปรากฏว่าดีใจกันไปทั่วหน้า ต่างก็ * ตารางวา คุณยายเล่าว่า ท่านต้องทำ
พฤศจิกายน ๒๕๓๑
สมาธิหนักมาก ต้องเรียกสมบัติละเอียดมาไว้ใน
แผ่นดินที่จะใช้สร้างวัดให้มากที่สุด
“สมบัติละเอียด” ถ้าจะพูดให้เข้าใจ
ง่าย ๆ ก็คือ บุญกุศลที่ได้ประกอบไว้ในอดีตชาติ
(โดยเฉพาะจากทานกุศล) ซึ่งมีมากจนกระทั่ง
นับจำนวนไม่ได้ โดยปกติชีวิตของสรรพสัตว์
ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ ย่อม
จะต้องมีการกระทำกรรมอยู่เสมอ เมื่อประกอบ
กรรมครั้งใดจะมีเจตนาเกิดขึ้นในใจเป็น ๔
ระยะด้วยกันคือ เจตนาก่อนกระทำ เจตนา
ขณะกระทำ เจตนาหลังจากกระทำเสร็จไป
ใหม่ ๆ และท้ายที่สุด เจตนาที่เกิดภายหลัง
เมื่อระลึกถึงการกระทำที่เสร็จมานานแล้ว
วิถีจิตเหล่านั้นเองช่วงที่เรียกว่า การเสพย์
อารมณ์ หรือทางภาษาปริยัติเรียกว่า ชวนะจิต
(อ่านว่า ชะ-วะ-นะ-จิต) เป็นตัวการส่งผลกรรม
ให้ตามไปให้ผลต่อเจ้าของในโอกาสต่าง ๆ
บางทีกรรมมีกำลังอ่อนก็ให้ผลเฉพาะใน
ปัจจุบันชาตินั้น ที่กำลังแข็งมากขึ้นก็ให้ผล
ในภพชาติที่สองด้วย ส่วนกรรมที่มีกำลังกล้า
มาก ๆ ก็ให้ผลตั้งแต่ ๓ ชาติขึ้นไป จนกว่า
จะเข้านิพพาน
เมื่อเป็นดังนี้ ทานกุศลที่เรากระทำใน
ครั้งหนึ่ง ๆ ย่อมสามารถให้ผลต่อผู้กระทำ
เป็นหลายระยะดังที่อธิบายนั้น ที่ให้ผลใน
กัลยาณมิตร ๒๙