ข้อความต้นฉบับในหน้า
“หลายคนเขามองว่า ผมนี่ประสบความ
สำเร็จในชีวิต ผมก็ไม่รู้หรอกนะ เพราะว่าเรา
มองตัวเองไม่ได้ ผมเกิดมาในครอบครัวที่สอน
ให้เป็นคนช่างคิด สอนให้ยอมรับข้อเท็จจริง
พ่อผมท่านอยู่ในสายปกครอง แม่เป็นอาจารย์
ญาติส่วนใหญ่ของผมก็เป็นครูบาอาจารย์
ฉะนั้นก็อยู่ในแวดวงของเหตุผล ผมเชื่อนะฮะ
ว่า อะไรหลายอย่างมันย่อมมีเหตุและปัจจัย
สิ่งอะไรจะเกิดขึ้นมาแบบ accident เกิดขึ้น
โดยบังเอิญผมไม่เชื่อ ผมไม่เคยเชื่อว่า โชค
วาสนาจะมาบงการชีวิตผม ผมว่าตัวเรานี่แหละ
เป็นผู้บงการชีวิตเราเอง อันนี้เป็นหลักในตัวผม
สอง ผมไม่ขลาดที่จะตัดสินใจ ผมไม่
ลังเลในการที่จะตัดสินใจทุกเรื่อง เพราะผม
ค่อนข้างมั่นใจว่า อย่างน้อยเราก็คิดดีแล้ว
เราคิดถูก ยังไงมันก็ไม่ผิดละ หรือผิดก็ไม่มาก
และเมื่อทำไปแล้วผิดเราก็แก้
สาม ผมอาจจะแปลกกว่าคนอื่น การ
งานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ เป็น Hobby เป็นสิ่ง
ที่ผมรัก ผมก็ทำของผมเรื่อยไป ผมทำด้วย
ความสนุก บางครั้งยิ่งงานมาก ๆ ผมกลับ
ยิ่งสนุก แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าผมพบว่า
ไม่สนุก ผมไม่ทำเลยนะครับ ผมจะหยุดทันที
ไม่ว่าใครจะพูดอะไรทั้งสิ้น...
อีกอย่างหนึ่ง คือว่า ผมเป็นนักธรรมชาติ
วิทยาโดยกำเนิด ผมมองอะไรเป็นธรรมชาติ
มองอะไรเป็นเหตุเป็นผล เพราะฉะนั้น ไม่ว่า
อะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม ผมจะต้องถามมัน
อยู่เสมอ ทำไมมันจึงเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร
แล้วผมจะทำอย่างไรต่อไป สิ่งสำคัญ คน
เราจะต้องซื้อกับตัวเอง อย่างดูกระจกนี้
อย่าไปดูว่าตัวเองหล่อนะครับ ดูได้เหมือน
กัน วันหนึ่งสักห้านาทีหรือสิบนาที่เป็น
กำลังใจ ต้องถามว่า ตัวเองไม่หล่อ...
ไม่หล่อตรงไหน แล้วจะปรับปรุงให้ดีขึ้น
อย่างไร...
ผมกำลังพูดว่า คนเราต้องรู้จักตนเอง
ผมก็ต้องพยายามให้รู้จักผมเท่าที่ผมจะทำได้
นะว่า อะไรคือจุดเด่นในตัวผม อะไรคือจุด
พฤศจิกายน ๒๕๓๑
ด้อยในตัวผม อะไรที่เป็นจุดด้อยในตัวผม
ผมจะไม่ทำ เพราะถ้าผมทำไปก็สู้เขาไม่ได้
หรือทำไปก็ไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น อะไรที่เป็น
จุดเด่นในตัวผม ผมจะทำ เพราะสิ่งนั้นคนอื่น
เขาไม่มี แต่ผมมี...
ในหน้าที่การงาน สิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่า
เป็นสิ่งที่ผมมีมากกว่าคนอื่นคือ การเป็นคน
ช่างคิด การเป็นคนเข้าใจเหตุผล และก็สามารถ
เอาเรื่องมาติดต่อกันได้ค่อนข้างดี สามารถ
คิดได้ว่า การจะทำให้สำเร็จนี่มีขั้นตอนอย่างไร
ผมสามารถพูดให้คนเข้าใจได้ ให้กำลังใจ
ให้คนทำงานได้ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมมีในตัว
ผม เพราะฉะนั้น ผมพยายามใช้ให้มากเพราะ
เราอยู่ในตำแหน่งสูง”
ถ้ามองในมุมของนักวิทยาศาสตร์
ท่านคิดว่า ประเทศไทยควรจะพัฒนา
ไปในรูปแบบใด?
“ผมว่านะ ข้อหนึ่ง คนต้องกิน จะ
รวยจะจนก็ต้องกิน ข้อสอง ชาติบ้านเมือง
ของเราสามารถผลิตอาหารได้มากประเทศหนึ่ง
ในโลก ดังนั้น ถ้าประเทศไทยจะสร้างชาติ
ให้เจริญอย่างต่อเนื่องมั่นคงแล้วละก็ เราน่าจะ
พัฒนาไปในลักษณะเกษตรอุตสาหกรรม
มากกว่าจะไปทำงานทางด้านอุตสาหกรรม
แท้ๆ นะครับ เราน่าจะขายแรงงาน เพราะ
แรงงานของเราถูกใช่ไหม แต่เทคโนโลยีเรา
Kalyanamitra.org
ก็ต้องพึ่งต่างประเทศเขา เมื่อก่อนนี้ เรามี
วิทยุที่ผลิตในประเทศใช้ เดี๋ยวนี้ก็ไปไม่รอด
เพราะวิทยุนั้นต้องมีเทคโนโลยี เราได้เทค
โนโลยีมาเราก็ผลิตแต่เราไม่เคยพัฒนาให้ดีขึ้น
พักเดียวก็ขายไม่ได้ แต่ในทางเกษตรกรรม
หรืออุตสาหกรรมการเกษตร เรามีวัตถุดิบ
ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้นี่ บางฤดูมันถูกจังเลย
ทำไมเราไม่เอาสับปะรดมาทำน้ำสับปะรด
รัฐบาลน่าจะยอมเสียงบประมาณในเรื่องนี้
ใช่ไหมครับ ให้เด็กได้ดื่มน้ำสับปะรด เมื่อเขา
ดื่มไปนาน ๆ ก็ชินไปเอง อย่างนี้น้ำสับปะรด
ก็ไม่เสีย คนก็มีกิน ลองดูไหม...ถ้ารัฐบาล
ยอมเสียเงินปีละ ๕๐ ล้าน ซื้อนมให้เด็กกิน
ต่อเนื่องไปจนเคยชิน เขาก็ต้องกินนมเป็น
ประจำ....เหมือนตอนเราอยู่เมืองนอก เราก็
กินนม แต่เราอยู่เมืองไทยไม่ได้กินหรอก เพราะ
กัลยาณมิตร ๖๙