ข้อความต้นฉบับในหน้า
๒. โอปปาติกะแบบทุคติ เช่น เกิดไป
เป็นสัตว์นรก ที่เราเรียกกันว่าคนตกนรก หรือ
เกิดไปเป็นเปรต
เปรตคือผู้ที่หิวโหย มีเวรอทินนานำ
หน้า พวกที่มาเป็นเปรตเพราะเคยโกงเขา
กิน ขณะมีชีวิตอยู่ชอบลักทรัพย์ผู้อื่น และ
ยังทำความชั่วอื่นอีกมาก พอตายก็ต้องไป
เป็นเปรต
0.
โอปปาติกะแบบอสุรกายอสุร
แปลว่าไม่กล้า กายที่ไม่กล้า คือกายที่ไม่กล้าที่
จะสู้หน้าใคร เพราะเป็นกายที่วิบัติ เช่น ตัว
เป็นคนหัวเป็นหมา ตัวเป็นค่างหัวเป็นลิง หรือ
ประกอบรูปร่างของสัตว์หลาย ๆ ชนิดในร่าง
เดียวกัน
พวกอสุรกายนี้ แต่เดิมก็เป็นคนอย่าง
กับพวกเรา แต่ว่าพวกนี้ได้ก่อบาปก่อกรรม
เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่ง พระอรหันต์รูปหนึ่งท่านนั่ง
สมาธิ พอออกจากสมาธิก็เห็นด้วยตาเนื้อ
ครั้งแรกเห็นเทวดาองค์หนึ่ง ร่างกายมีรัศมี
สว่าง ผิวกายเป็นสีทองคำ ก็นึกดีใจ พอ
เข้ามาใกล้ กลับเห็นศีรษะเป็นหมู ก็เลยถาม
ว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ บุพกรรม(กรรมใน
อดีต)ไปทำอะไรมาหรือ เทวดาศีรษะ
หมูก็บอกว่า แต่เดิมเป็นพระภิกษุ เมื่อสมัยเป็น
คน เป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในวินัย ตั้งใจรักษา
ศีล ตั้งใจนั่งสมาธิอย่างดี ด้วยอำนาจที่รักษา
ศีลมาอย่างดี ผิวจึงเหลืองเหมือนกับทองคำ
มีรัศมีสว่าง แต่เนื่องจากมีนิสัยชอบด่าพระ
พอตายก็ไปเกิดเป็นอสุรกายที่มีตัวเป็นมนุษย์
แต่ศีรษะเป็นหมู
อสุรกายพวกนี้ ไม่ใช่เฉพาะชาวพุทธ
เท่านั้นที่พบ ชนชาติอื่นเขาก็พบเหมือนกัน
เช่น อย่างชาวอียิปต์ เทพเจ้าของเขาตัวเป็นคน
หัวเป็นสุนัขก็มี หัวเป็นนกก็มี จริง ๆ แล้วไม่ใช่
เทพเจ้า แต่เป็นอสุรกาย เขาเคยพบกันมาแล้ว
แต่เขาไม่รู้ เขาก็เลยนึกว่าเป็นเทพเจ้า แต่ใน
พุทธศาสนาเรียกอสุรกาย
พวกเปรต พวกอสุรกาย พวกสัตว์
นรกพวกนี้เกิดโดยโอปปาติกะ พอเกิดปุ๊บโตเลย
๘๐ กัลยาณมิตร
แต่โตด้วยแรงบาป ยมบาลไม่ต้องมาเสียเวลา
ป้อนข้าวป้อนน้ำ มีแต่จะป้อนด้วยหอก ป้อน
ด้วยดาบ พวกยมบาลเขาทรมานเอา
ยมบาลก็เป็นพวกที่มีกรรม ต้องมา
ทรมานสัตว์นรก เพราะเมื่อเป็นมนุษย์ ตัวเอง
ไม่ได้ทำชั่ว แต่เชียร์ให้ชาวบ้านทำ ฉะนั้นตาย
ไปแล้วก็ตกนรกเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นสัตว์
นรกตลอดเวลา มาเป็นยมบาล ๗ วัน คอย
ทรมานพวกสัตว์นรก แล้วอีก ๗ วันก็กลับไป
เป็นสัตว์นรกเองบ้าง ให้ตัวอื่นทรมานเอา
บ้าง แต่ยังดีกว่าสัตว์นรกแท้ ๆ เพราะสัตว์
นรกแท้ๆ ไม่ได้พักเลย
พระเจ้าปายาสิเมื่อสนทนากับพระอร
หันต์กุมารกัสสปะทรงยืนยันตามว่าโลกหน้า
ไม่มี คือตายแล้วสูญ สัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มีคือนรก
ไม่มี สวรรค์ไม่มี ผลกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี
คือทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วก็ไม่ได้ชั่ว คนจะดีก็ดี
เอง จะชั่วก็ชั่วเอง ผลกรรมดีกรรมชั่วไม่มี
พระกุมารกัสสปะจึงถามว่า
“ขอถวายพระพร ทำไมจึงเห็นเช่นนั้นไป
เล่ามหาบพิตร?”
พระเจ้าปายาสิก็ตอบว่า
“เพราะได้ค้นคว้าทดลองจนได้ผล
สําเร็จมาแล้วด้วยพระองค์เอง”
พระกุมารกัสสปะก็ถามอีกว่า “มหา
บพิตรทรงทดลองอย่างไร?”
พระองค์ตอบว่า
“วิธีทดลองคือดูจากญาติมิตรสหาย
ซึ่งเป็นคนประพฤติทุจริตคือ ฆ่าสัตว์ ลัก
ทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อ
เสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วย
ความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด
คนชั่ว ๆ เช่นนี้ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อ
มาคนเหล่านั้น เจ็บป่วย เป็นไข้หนักได้พิจารณา
เห็นว่า จักต้องตายในไม่ช้าอย่างแน่นอน จึง
เข้าไปหาคนพวกนั้น แล้วกล่าววิงวอนว่า
“ดูก่อนท่าน มีสมณพราหมณ์เป็นอัน
มากในโลกนี้ ชอบพร่ำสอนอยู่เป็นนักหนาว่า
คนประพฤติทุจริต เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์
เป็นต้น ตายไปแล้วย่อมเข้าถึงอบายทุคติ คือ
ไปคติที่ชั่วอาจจะเป็นสัตว์นรกอาจจะเป็นเปรต
อาจจะเป็นอสุรกาย วินิบาต นรก ก็ท่านเป็น
คนประพฤติอกุศลกรรม ดังกล่าวเหล่านั้นมาก็
มาก ถ้าหากว่าถ้อยคำที่พวกสมณพราหมณ์
พากันพร่ำสอนนั้นเป็นจริง ตัวท่านตายแล้วจะ
ต้องไปเกิดในอบายทุคติ วินิบาตและตกนรก
อย่างแน่นอน ทีนี้ถ้าท่านตายไปเกิดในอบาย
จริง ๆ แล้ว ขอท่านจงกรุณากลับมาบอกแก่
พฤศจิกายน ๒๔๓๑
Kalyanamitra.org