ข้อความต้นฉบับในหน้า
คนจะเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ
5
นรุ่งขึ้น เป็นพิธีเปิดการประชุม
นี้อย่างเป็นทางการ นักวิชาการ
และผู้มีเกียรติจากกว่า ๔๐ ประ
เทศ รวมทั้งหมดกว่าสี่ร้อยคนเข้านั่งประชุม
กันในห้องบรรยายอันโอ่อ่าและเก่าแก่ของ
มหาวิทยาลัยไลเดน พิธีเริ่มจากการอ่าน
สารของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอินเดียคน
ปัจจุบันโดยเอกอัครราชทูตอินเดียประจำกรุง
เฮก เป็นสารภาษาอังกฤษที่ไพเราะหยด
ย้อย ตบท้ายด้วยโศลกภาษาสันสกฤตที่สรร
เสริญภาษาสันสกฤตอย่างลุ่มลึก เรียกเสียง
ปรบมือจากนักวิชาการต่าง ๆ ทั่วโลก โดย
เฉพาะอย่างยิ่งคือชาวอินเดียด้วยกัน (ปรบมือ
ให้ดังที่สุด)
ต่อมาคือนายกเทศมนตรีของเมือง
ไลเดน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์แนะนำประวัติ
ของเมือง และเชื้อเชิญอาคันตุกะทุกคนให้ไป
เยือนสถานที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ของเมืองอันเต็ม
ไปด้วยประวัติเบื้องหลังอันยาวนานเหล่านั้น
และจบลงโดยการเชื้อเชิญให้ทุกคนไปที่ศาลา
ประชาคมของเมือง เพื่อรับการต้อนรับอย่าง
เป็นทางการในเย็นวันนั้น จากนั้นท่าน
ประธานของสถาบันเคอร์นก็ได้ขึ้นกล่าวเท้า
ความถึงความเป็นมาต่าง ๆ ของงาน และเปิด
พิธีการประชุมสันสกฤตของโลก ครั้งที่ ๒
อย่างกะทัดรัดและเป็นทางการที่สุด
(ซ้าย) โรงแรม Kurhavs กรุงอัมสเตอร์ดัม
เป็นโรงแรมสำคัญที่ใช้ต้อนรับแขกเมือง
(กลาง) ชายทะเลของกรุงอัมสเตอร์ดัม (บน)
นักวิชาการชาวจีน ๒ คนที่
คนที่เข้าร่วมการประชุม
บ
คร้งนิ
พฤศจิกายน ๒๔๓๑
การประชุมนั้นอยู่ในรูปของการอภิปราย
กลุ่มย่อย เรียกว่าเวอร์คช็อป (Workshop)
โดยนักวิชาการที่ได้ทำการค้นคว้าในสาขา
วิชาใดวิชาหนึ่งจะนำบทความที่ตนเขียนขึ้น
ออกอ่านให้ที่ประชุมฟัง ติดตามด้วยการตอบ
คำถามจากผู้เข้าสังเกตการณ์และผู้เข้าร่วม
อภิปรายด้วยกันเอง โดยมีกรรมการจับเวลา
การประชุม และประธานเป็นผู้ควบคุมการ
อภิปรายและตอบปัญหา เวอร์คช็อปเหล่านี้
เปิดพร้อมกันเกือบ ๒๐ ห้องตามหัวข้อ ต่าง
เกี่ยวกับวัฒนธรรมอินเดีย โดยผู้เข้าร่วมประชุม
มีสิทธิ์ที่จะเลือกเข้าฟังได้อย่างอิสระ
ในที่ประชุมนานาชาตินี้ นิสัยประจำ
ชาติของนักวิชาการต่าง ๆ ก็ปรากฏออกมา
นักวิชาการจากญี่ปุ่นไม่ว่าจะมาจากสถาบัน
การศึกษาชาติไหน ๆ ก็ตาม เวลาเข้าร่วม
ประชุมจะนั่งติดกันเป็นแผง ทุกคนนั่งชิดติดกัน
มือวางอยู่ใต้โต๊ะ นั่งตัวตรง ตามองจ้องไป
ข้างหน้าอย่างมีสมาธิ เวลาพูดจาออกความ
เห็น จะมีคนเดียวจากในกลุ่มทั้งหมดเป็นผู้พูด
ความเห็นก็มักจะไปในทางเดียวกันหมด
นักวิชาการจากเยอรมันไม่เกาะกลุ่มกัน
เท่ากับญี่ปุ่น แต่จะดูเข้มแข็งและจริงจังในการ
อ่านบทความและการแสดงความคิดเห็นของ
ตน ในขณะที่ชาวอเมริกัน อังกฤษ ฝรั่งเศส
หรือฮอลันดานั่งฟังตามสบาย ถ้าอะไรสำคัญ
สะกิดใจตัวเองจริง ๆ จึงจะหยิบปากกาออก
มาจด
นักวิชาการที่พูดอย่างน้ำไหลไฟดับมาก
ที่สุดนั้นคือ ชาวอินเดียต้นตำรับเอง แต่สิ่งที่
น่าประหลาดที่สุดก็คือ แม้ว่านักวิชาการจาก
อินเดียจะพูดมากกว่าทุก ๆ คน พร้อมกับมี
เหตุมีผลมาอ้างอิงมากมาย แต่น้ำหนักใน
คำพูดนั้นแทบจะไม่มีจนดูเหมือนว่าที่ประชุม
จะทำหูทวนลมเสียมาก และในขณะที่ชาวแขก
ขึ้นร่ายยาวสาธยาย “สัจธรรม” ให้ที่ประชุม
ได้ทราบ เกือบจะเป็นธรรมชาติของนักวิชาการ
* B.C. = Before Christ ก่อนคริสต์กาล
๔ ฯพณฯ ราชีพ คานธี
ตะวันตกอย่างหนึ่ง ที่จะเสื่อมศรัทธาในชาว
อินเดียมากเข้าทุกที ที่ตนได้รู้จักวัฒนธรรม
อินเดียมากขึ้น
อาจารย์คนหนึ่งของอาตมาที่มหาวิทยา
ลัยอ๊อกซฟอร์ดได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้
อาตมาฟังว่า ครั้งหนึ่งเมื่ออาจารย์ได้เดินทาง
ไปยังเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดียเพื่อทำงาน
วิจัย มีความรู้สึกว่าเมืองนี้ช่างหนวกหูเสีย
เหลือเกิน เพราะเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัด
มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก เขาจึงตัด
สินใจเดินออกจากโรงแรมเพื่อหาซื้อยางสำหรับ
อุดหู (Ear Plug) เพื่อลดเสียงโกลาหลเหล่านั้น
เพราะความที่เป็นคนแปลกถิ่นไม่รู้ว่า
ร้านไหนขายอะไร จึงต้องเดินถามทางจาก
ชาวอินเดียเพื่อหาซื้อยางอุดหูคู่หนึ่ง ชาว
อินเดียเมื่อถูกถามเรื่องนี้ว่ามีสินค้าประเภทนี้
ขายหรือไม่? อยู่ที่ไหน? จะรีบตอบอย่างดีว่า
“รู้” ว่ามี พร้อมกับชี้ทางให้เสร็จว่ามีขาย
ที่ไหน ปรากฏว่าเขาเดินหาซื้ออยู่ตลอดบ่าย
ถึงค่ำเกือบทั่วเมืองกัลกัตตา และได้ความรู้
ใหม่มา ๒ ประการคือ ประการแรกยางอุดหู
นี้ไม่มีขายในเมืองกัลกัตตา และประการที่สอง
ชาวอินเดียจะไม่ยอมตอบว่า “ไม่รู้” แถมชี้ทาง
ให้กับอาคันตุกะทุกคนอย่างอบอุ่น เหมือนกับ
ตนเข้าใจปัญหาทั้งปวงพร้อมวิธีการแก้ไข
ปัญหาเหล่านั้นด้วย โดยไม่สนใจว่าคำตอบ
ของตนจะไปสร้างความยากลำบากให้กับ
ผู้ฟังเพียงใด
วัฒนธรรมประจำชาติที่ ไม่รู้ แต่
ชอบชี้ นี้ ทำให้ฝรั่งพากันหวาดกลัวชาว
อินเดียไปตาม ๆ กัน
A
ณภาพของบทความที่นักวิชาการ
แต่ละท่านนำมาอ่านในที่ประชุม
นั้น แตกต่างกันไปมาก บทความ
บางบทเป็นผลงานนับเป็นสิบปี
ของการวิจัยของนักวิชาการ ที่เขียนขึ้นด้วย
สติปัญญา การเรียบเรียงและวิเคราะห์วิจารณ์
ข้อมูลที่ตนได้มาอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นสิ่ง
กัลยาณมิตร ๕๕
Kalyanamitra.org