การอภิปรายในที่ประชุม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 11 หน้า 58
หน้าที่ 58 / 132

สรุปเนื้อหา

ที่มีคุณค่าในแง่ของประวัติศาสตร์และวรรณ กรรม ในการประชุมครั้งนี้มีนักภาษาศาสตร์ คนหนึ่งได้อ่านบทความว่าด้วย การค้นพบ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในตอนกลางของ ประเทศอินเดีย ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้าน แห่งนั้น แม้ในปัจจุบันยังใช้ภาษาอินโต ยุโรป ซึ่งเป็นภาษาดึกดำบรรพ์ที่ใช้พูด กันของบรรพบุรุษชาวอินเดียและยุโรป เมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น สําหรับวงการนักภาษาศาสตร์อย่างมาก นักวิชาการชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งได้ทำงาน ศึกษาพระวินัยในนิกายต่าง ๆ ในพุทธศาสนา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในคัมภีร์ภาษาบาลี สันสกฤต ทิเบต และจีน โดยใช้วิธีการเปรียบเทียบทาง กรรมวิธีทางอักษรศาสตร์ และสามารถหาข้อ สรุปที่เป็นเหตุเป็นผลอย่างมาก และอาตมา เห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อพุทธศาสนา ของเรา แต่พระภิกษุในเมืองเรายังไม่มีใคร ทรา

หัวข้อประเด็น

- การอภิปรายในที่ประชุม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ที่มีคุณค่าในแง่ของประวัติศาสตร์และวรรณ กรรม ในการประชุมครั้งนี้มีนักภาษาศาสตร์ คนหนึ่งได้อ่านบทความว่าด้วย การค้นพบ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในตอนกลางของ ประเทศอินเดีย ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้าน แห่งนั้น แม้ในปัจจุบันยังใช้ภาษาอินโต ยุโรป ซึ่งเป็นภาษาดึกดำบรรพ์ที่ใช้พูด กันของบรรพบุรุษชาวอินเดียและยุโรป เมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น สําหรับวงการนักภาษาศาสตร์อย่างมาก นักวิชาการชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งได้ทำงาน ศึกษาพระวินัยในนิกายต่าง ๆ ในพุทธศาสนา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในคัมภีร์ภาษาบาลี สันสกฤต ทิเบต และจีน โดยใช้วิธีการเปรียบเทียบทาง กรรมวิธีทางอักษรศาสตร์ และสามารถหาข้อ สรุปที่เป็นเหตุเป็นผลอย่างมาก และอาตมา เห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อพุทธศาสนา ของเรา แต่พระภิกษุในเมืองเรายังไม่มีใคร ทราบกันมาก่อนเลย ตัวอย่างที่เขาหยิบยกขึ้นมา เป็นสิกขา บท ข้อที่ ๔ ในบท โภชนปฏิสํยุตตา จาก เสขิยวัตรในพระปาติโมกข์ที่ว่า “น ถูปโต โอมททิตวา ปิณฑบาต ภุชิสสามีติ สิกขา กรณียา” (ภิกษุ) พึงศึกษาว่า “เราจักไม่ขยุ้ม ลงแต่ยอดฉันบิณฑบาต” การตีความสิกขาบทข้อนี้มีปัญหา เพราะ เราไม่รู้ว่า “ยอด” (ดูปะ) นั้นคืออะไร คำ อธิบายในอรรถกถาบาลีก็อธิบายว่า “เป็น ความกระจ่างนั้นเกิดขึ้นทันทีว่า คำว่า “ธูปะ เดิมนั้นตรงกับในภาษาสันสกฤตว่า “สถูป” แต่ของไทยเราแปลความหมายนั้นไม่หมด จึงแปลเพียงว่า “ยอด ในทางปฏิบัตินั้น สิกขาบทข้อนี้จึง เป็นการห้ามมิให้ภิกษุเอาข้าวมาปั้นเล่น เป็นสถูปในบาตรในขณะที่ตนเองกำลัง ฉันอยู่นั่นเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับการทำข้าว ให้แบนติดกันบาตรในขณะฉันอยู่แต่ประ การได สิ่งนี้เป็นข้อยืนยันที่น่าตกใจอย่างหนึ่ง ว่า อรรถกถาจารย์ที่เขียนคัมภีร์ให้เราอ่านนี้ มิได้เคยนำคัมภีร์เหล่านี้มาเปรียบเทียบกันดูเลย แต่กลับเขียนแบบชนิดที่เรียกว่า “นั่งเทียน” กันออกมาเอง แล้วอธิบายแบบ “ไม่รู้ แล้วชี้ ทำให้พระภิกษุในรุ่นหลังหลงปฏิบัติตามกันไป อย่างงมงาย โดยมีทิฐิที่ว่า คำอธิบายนี้ถูกต้อง ที่สุด และนิกายเถรวาทของเรานั้นบริสุทธิ์ และเคร่งครัดที่สุดแล้ว บทความบางบทผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นมา ด้วยความคิดสับสน และบางรายหาสาระอะไร มิได้เลยก็มี เช่น มีศาสตราจารย์ชาวเยอรมัน ท่านหนึ่งเขียนบทความเรื่องศาสนาเชน แต่ว่า เรื่องราวทั้งหมดที่ท่านนำมาอ่านต่อที่ประชุม นั้นไม่มีอะไรเกี่ยวกับศาสนาเชนเลยแม้แต่น้อย กลับเป็นเรื่องที่ว่าด้วยการจัดแยกแยะหัวข้อ ซึ่งตนเองเรียบเรียงขึ้นมาด้วยความสับสน ขณะที่อ่านบทความ ท่านศาสตราจารย์ท่านนี้ ก็ได้แสดงความสับสนของคนออกมาอย่างมาก โดยลุกขึ้นเดินไปมาอ่านบทความให้คนใน ประเพณีประการหนึ่งของพระภิกษุ ที่เวลา ที่ประชุมได้ฟังด้วยอาการที่ลุกลี้ลุกลนยิ่ง เจาะลึก โจมตีพุทธศาสนาในแง่ประเด็นต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่พระพุทธเจ้า เรื่อยลงมาถึง พระธรรม พระสงฆ์ โดยใช้ทฤษฎีวิวัฒนาการ ทางสังคมของคาร์ล มาร์กซ์ เป็นมาตรฐาน ชาวอินเดียผู้นี้รูปร่างผอมสูงแก้มตอบ ไว้เคราและผมดกดำา พื้นเพครอบครัวมาจาก วรรณะพราหมณ์ เวลาอ่านบทความนั้นใช้ น้ำเสียงและประกายตาที่แข็งกร้าว และความ เชื่อมั่นในตนเองอย่างสูง “พระพุทธเจ้านั้นแม้ตรัสรู้แล้วก็มีค เป็นอยู่ที่หรูหราฟุ่มเฟือยตลอดชีวิต มีหลักฐาน จากคัมภีร์พระไตรปิฎกบาลีมากมาย และ ค่าสอนเหล่านั้นก็มิได้เป็นไปเพื่อความมัธยัสถ์ อดออมเลยแม้แต่น้อย และเป็นความเข้าใจผิด อย่างยิ่งที่มีผู้กล่าวว่าพุทธศาสนาสอนเรื่อง การไม่เบียดเบียน เพราะมีหลักฐานอีกหลาย แห่งในคัมภีร์พระไตรปิฎกนี้แสดงถึงความ รุนแรงในพุทธศาสนา" ศจ.กอมบริชนั้นดูจะอดรนทนไม่ได้ เมื่อได้ยินค่ากล่าวขึ้นต้นนี้ จึงได้ถามถึงหลัก ฐานที่ชายผู้นี้อ้าง ว่าอยู่ในพระไตรปิฎกตอนใด คำตอบนั้นทำให้ที่ประชุมทั้งหมดต้องหัวเราะ ออกมาด้วยความสมเพช “เรื่องชาดก” ชาดกนั้นไม่มีนักวิชาการคนใดเชื่อว่า เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ไว้จริง เพราะ เมื่อนำเรื่องชาดกจากนิยายต่าง ๆ มาเปรียบ เทียบกัน ส่วนใหญ่จะไม่ตรงกันในท้องเรื่อง มีบางเรื่องเท่านั้นที่ตรงกัน ส่วนมากคือเรื่อง ชาดกสำคัญ ๆ เช่น มหาเวสสันดรชาดก ส่วนที่เหลือมักจะตรงกันแต่เพียงตัวคาถา ซึ่งสามารถสันนิษฐานได้ว่า เรื่องราวเดิมนั้น ฉันบิณฑบาตต้องทำข้าวให้แบน (ติดก้นบาตร)” พระภิกษุไทยเราที่เคร่งวินัยในข้อนี้ จน ศจ.กอมบริชหันมากระซิบให้อาตมาฟังว่า “หมอนี่บ้าแน่” จึงปฏิบัติกันตามอรรถาธิบายนี้ โดยทำข้าว ที่อยู่ในบาตรให้แบนอยู่ตลอดเวลา โดยที่ ไม่รู้สาเหตุและจุดมุ่งหมายของการบัญญัติ วินัยข้อนี้ของพระพุทธเจ้า เมื่อนักวิชาการท่านนี้นำาสิกขาบทนี้ใน อีกรายหนึ่งเป็นบทความการวิจัยของ คัมภีร์ของนิกายต่าง ๆ ออกมาเปรียบเทียบกัน นักศึกษาปริญญาเอกชาวอินเดีย จากมหา วิทยาลัยเคมบริดจ์ บทความนี้เป็นการ วิเคราะห์ประวัติของพุทธศาสนายุคต้น โดย ใช้หลักฐานการค้นพบทางโบราณคดีในตอน เหนือของอินเดีย บทความนี้อยู่ในลักษณะ ๔๖ กัลยาณมิตร Kalyanamitra.org มีอยู่แต่ในรูปของคาถาบาลี สันสกฤต หรือ ภาษาท้องถิ่นโบราณของอินเดีย แต่ภายหลัง พระภิกษุในรุ่นต่อมานำเรื่องต่าง ๆ มารวมเข้า เพื่อเป็นคติสอนใจพุทธศาสนิกชนในยุคนั้น ๆ ๕ Karl Marx ชาวเยอรมัน มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. ๑๑๑๙-๒๕๕๓ ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Das Kapital อันเป็นต้นตำรับลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยปัจจุบัน พฤศจิกายน ๒๕๓๘
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More