ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตันตปิฎกทีเดียว สจิตต ปริโยทปน เป็นสาม คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก
วินัยปิฎกก็คือศีล สุตตันตะ ในดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์
นั่นแหละ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ทำใจของตนให้ผ่องใส นี้ปรมัตถะ
ปิฎกทีเดียว
ปรมัตถปิฎก ยกเป็นตัวแท้แน่นอน
ขึ้นแล้วอยู่กับใจของตัวเรานี่เอง อยู่
ปิฎกก็คือสมาธิ และปรมัตถปิฎก
ก็คือปัญญา จะกว้างขวางออกไป นั่นเอง
เท่าไรไม่ว่า ที่เรียกว่าวินัยปิฎกน่ะ วัดปากน้ำสอนให้เดินในศีล
ท่านทั้งหลาย สรณ์ เม รตนตฺตย์
พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ
ของเราท่านทั้งหลาย เอเตน สจจ
วชเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้
อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้
ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่าน
ทั้งหลายบรรดามาสโมสร ณ สถาน
ที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจง
แสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติ
ยุติธรรมิกถา โดยอรรถนิยมความ
เพียงเท่านี้
ต้องอยู่ในศีลห้าคัมภีร์ อาจิตตั้งปา
จิตตีย์ อภิธรรมปาจิตตีย์ จุลวรรค
มหาวรรค ปฐมสามนต์ ห้าคัมภีร์อยู่
ในศีลอันเดียวเท่านั้นแหละ บริสุทธิ์
กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ ไม่มี
พร่องเสียเลย อยู่ในห้าคัมภีร์นี้หมด
ส่วน กุศลส ปลื้มปทา ทำ
กุศลให้ถึงพร้อม หรือทำความดีให้มี
พร้อมขึ้นนี้ มากน้อยเท่าไรก็ช่าง
อยู่ในพระสุตันตปิฎก สุตันตปิฎกมี
หัวคัมภีร์ มี ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย
สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททก
นิกาย ห้าคัมภีร์ ก็อยู่ในความบริสุทธิ์
ใจ อยู่ในใจหยุดใจนิ่ง ใจเป็นสมาธิ
นั่นแหละ ห้าคัมภีร์ทีเดียว
ส่วน สจิตต ปริโยทปนี้ ทำ
ใจของตนให้ผ่องใสเมื่อใจผ่องใสแล้ว
ไม่มีราคีแล้ว ไม่ขุ่นมัว อยู่กับใจใส
เสมอไป นั่นปรมัตถปิฎก ยกเป็น
เจ็ดคัมภีร์ มี สังคณี วิภังค์ ธาตุ
บุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก มหา
ปัฏฐาน เจ็ดคัมภีร์
ในสุตตันตปิฎก วินัยปิฎก
ปรมัตถปิฎกนี้ ยกเป็นศีล สมาธิ
ปัญญา ยกเป็นตัวพระพุทธศาสนา
ที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ ถ้าจัดเป็น
พระธรรมขันธ์ออกไปถึงแปดหมื่นสี่
พันพระธรรมขันธ์ ถ้าจัดเป็นปิฎกก็
สมาธิ ปัญญานี่เสมอ ไม่ได้ให้ไป
ทางอื่นเลย เมื่อเดินในดวงธรรมที่
ทำให้เป็นกายมนุษย์แล้ว จะเข้าถึง
กายมนุษย์ละเอียด ก็เข้าไปในทาง
ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อจะเข้าไป
ถึงกายทิพย์ก็ต้องเข้าไปในดวงศีล
สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณ
ทัสสนะไป จะเข้าไปในกายทิพย์
ละเอียดก็ต้องเดินไปในดวงศีล สมาธิ
ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
ของกายทิพย์หยาบ เข้าถึงกายทิพย์
ละเอียด เมื่อจะเข้าถึงกายรูปพรหม
ก็แบบเดียวกัน เดินไปอย่างนี้ ไม่
ได้เพลี่ยงพลาดละ ในคาถาที่สอง
รับรองว่า พระองค์รับสั่งศีล สมาธิ
ปัญญา ย่อย่นกพุทธศาสนาว่า
สพฺพปาปสฺส อกรณ์ กุศลส ปลื้ม-
ปกาสจิตฺตปริโยทปน์ เอต์ พุทธาน
สาสน์ ดังนี้ นี่เป็นคาถาที่สอง
A
คาถาที่สาม เห็นจะหมดเนื้อ
ความเสียแล้ว เวลาไม่พอ ต้องย่นย่อ
พอสมควรแก่เวลา
ด้วยอำนาจสัจวาจาที่อ้างพระ
ธรรมเทศนา ในโอวาทปาฏิโมกข์
คาถาตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็น
สยามภาษาตามมัตยาธิบาย พอ
สมควรแก่เวลาว่า อญฺญ์ สรณ์ นตฺถิ
สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐของเรา
เอว ก็มีด้วยประการฉะนี้
๑๖ กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕