ข้อความต้นฉบับในหน้า
ลิ้น กาย ใจ) อายตนะภายนอก (รูป
เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์)
ล้วนเป็นของร้อน
ร้อนเพราะไฟคือ
ราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะไฟคือ
การเกิด แก่ ตาย ความโศก ความคร่ำ
ครวญ ความไม่สบายกาย ความเสีย
ใจ และความคับแคบใจ ให้เบื่อ
หน่ายในสิ่งเหล่านี้ เมื่อเบื่อหน่าย
ไป
ป ร ะ ส า น ใ จ
เพื่อเป็นอุบายทำใจให้สงบ รำลึกถึง
คำสอนของพระพุทธองค์ เช่น การ
จุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย การเวียน
เทียนในวาระโอกาสต่าง ๆ อาทิ วัน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวเสด็จออกทุกปีมิได้ขาด แต่
ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ (หมายถึง ร.๕)
เสด็จออกบ้าง ไม่ได้ออกบ้าง เพราะ
มักจะเป็นเวลาประสบกับที่เสด็จประพาส
หัวเมืองบ่อย ๆ ถ้าถูกคราวเสด็จ
พระราชดำเนินไปประพาสบางปะอิน
มาฆบูชา
พระราชพิธีมาฆบูชา
ประเพณีมาฆบูชาของประเทศ
ย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลาย ไทยที่ปรากฏเป็นพระราชพิธีหลวงนั้น
ความกำหนัด จิตจึงหลุดพ้นเข้าถึง เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อรัชสมัยของพระบาท
ธรรมได้"
"ไฟ" คือปัญญา
ในบางครั้ง พระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าก็ได้เปรียบเทียบแสงสว่างของไฟว่า
คล้ายกับปัญญาของคนเรา คือเมื่อมี
แสงสว่าง เราจึงสามารถเห็นสิ่งของ
ต่าง ๆ ได้ และเมื่อมีปัญญา เราจึง
สามารถรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็น
จริงได้ ปัญญาจึงเป็นแสงสว่างที่ยิ่ง
กว่าแสงสว่างใด ๆ ในโลก ดังพุทธ
ภาษิตที่ว่า
ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
ปัญญา เป็นแสงสว่างในโลก
- นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา
แสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญาไม่มี
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล
ที่ ๔ ซึ่งได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
ในพระบรมมหาราชวังอยู่เป็นนิจ ใน
หนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน”
พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งได้
รับการยกย่องว่า เป็นยอดของหนังสือ
วรรณคดีไทย ประเภทความเรียงอธิ
บาย พระองค์มีพระบรมราชาธิบาย
ในเรื่องนี้ว่า
"การมาฆบูชานี้... ทรงตามแบบ
โบราณบัณฑิตได้นิยมไว้ว่า วันมาฆ
ปุรณมี พระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆเต็ม
บริบูรณ์เป็นวันที่พระอรหันต์พุทธสาวก
หรือพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระ
ปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็ทรงทำ
มาฆบูชาในสถานที่นั้น ๆ ขึ้นอีกส่วน
หนึ่งต่างหาก นอกจากในพระบรม
มหาราชวัง ฯ"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทุก ๆ พระองค์ได้ทรงเห็นความสำคัญ
ของพระพุทธศาสนา ดังเช่น พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงเอาพระราช
หฤทัยใส่ในการทำนุบำรุงพระพุทธ
ศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ทรงเป็นองค์
เอกอัครศาสนูปถัมภกโดยแท้จริงของ
พระพุทธศาสนา ได้ทรงประกอบพระ
ราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อส่งเสริม
บำรุงพระศาสนา เช่น เสด็จพระราช
ดำเนินบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญ
ทางศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา วัน
๑,๒๕๐ ได้ประชุมกัน พร้อมด้วยองค์
สี่ประการ เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต
พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโอวาทปาฏิ- วิสาขบูชา ฯลฯ
ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของ"ไฟ" โมกข์ในที่ประชุมพระสงฆ์ เป็นการ
ที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการประกอบ ประชุมใหญ่ และเป็นการอัศจรรย์ใน
คำสอนของพระองค์
"ไฟ" ในศาสนพิธี
จะเห็นได้ว่า วันมาฆบูชา เป็น
วันสำคัญวันหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระ
พระพุทธศาสนา นักปราชญ์จึงได้ถือ เจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่
เอาเหตุนั้นประกอบการสักการบูชา
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ๑,๒๕๐
ศาสนพิธีของชาวพุทธ ได้นำ พระองค์นั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความ
"ไฟ" มาประกอบและมีส่วนร่วมอยู่เสมอ เลื่อมใส และสังเวช...
มาฆบูชา มาฆประทีป
๓
ในวันมาฆบูชาขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน
ของทุกปี พุทธศาสนิกชนมักจะไป
๒๐ กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕