ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความอดทนต่อการยั่วเย้าทั้งหลายเป็น นิพพานมี ๒ อย่าง
ตบะ คือเป็นเครื่องเผาผลาญบาป เผา
ผลาญกิเลส เผาผลาญความชั่วอย่างยิ่ง พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านรู้ท่านเห็น
เท่ากับทรงบอกพระภิกษุสามเณรและ พระนิพพาน ท่านจึงขยายความและ
ชาวพุทธทั้งหลายว่า “เกิดมาเป็นคน
ต้องอดทนนะลูก” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ทนต่อการกระทบกระทั่ง อดทนต่อ
ความเย้ายวนต่าง มิฉะนั้นแล้ว
ชาตินี้จะเอาดีไม่ได้
อุดมการณ์ข้อที่ ๒
นิพพาน ปรม วทนฺติ พุทธา
ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมกล่าวพระ
นิพพานว่าเป็นเยี่ยม
คำว่า "นิพพาน" มีค่าแปล ค่า
ท่านผู้นั้นหมดกิเลสบริสุทธิ์อย่างยิ่งแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ ก็จะถูกดึงดูดเข้าไปอยู่ในนิพพานนั้น
เพื่อเสวยความสุขตลอดไปโดยไม่ถอย
หลังกลับ การได้รับความสุขอย่างยิ่ง
ในนิพพานเป็นนี้ อุปมาเหมือนทหาร
หลบเข้าไปในบังเกอร์ หรือหลุมหลบภัย
กระสุน หรือระเบิดก็ตามเข้าไปทำ
อันตรายไม่ได้ ต่างกันแต่ว่าเป็นการ
หลบเข้าไปอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว ในนิพ
พานเป็นนี้ ทุกข์โศกโรคภัยใด ๆ ก็ไม่
บันทึกไว้อ่านดูในพระไตรปิฎกก็จะพบ
นิพพานนั้นมี ๒ อย่าง คือ
สอุปาทิเสสนิพพาน และอนุปาทิเสส
นิพพาน ซึ่งนักปฏิบัติธรรมมักพูด
เป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า
สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานเป็น
และอนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพาน
ตาย
สามารถเข้ามารบกวนจิตใจได้เลย
พระอรหันต์สามารถเข้านิพพาน
นิพพานเป็นคือนิพพานประเภท เป็นหรือสอุปาทิเสสนิพพาน อยู่เป็น
ที่เข้าได้ตั้งแต่ผู้หมดกิเลสนั้นยังมีชีวิตอยู่
เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเข้านิพ-
อธิบายได้หลายอย่างตามสถานะที่ต้อง พานเป็นทันทีที่พระองค์ตรัสรู้ เมื่อคืน
การเน้น เช่น
นิพพาน ปรม วทนต์ พุทธา
นิพพานคือความเป็นเยี่ยมไม่มีสิ่งใด
เสมอเหมือน
นิพพาน ปรม สุข นิพพานคือ
ความเป็นสุขอย่างยิ่ง
นิพพาน ปรม์ สุญญ์ นิพพาน
คือความเป็นสูญอย่างยิ่ง
วันเพ็ญ กลางเดือน 5 ก่อนพุทธศักราช
๔๕ ปี แล้วพระองค์ก็ทรงสั่งสอนชาว
โลกเรื่อยมา
พระอรหันต์สาวกทั้งหลาย เช่น
พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระ
อนุรุทธ ฯลฯ ก็เข้านิพพานเป็นทันที
ที่หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ แล้วต่าง
ก็ช่วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศ
พุทธพจน์ ๒ บทหลังนี้เองที่ พระศาสนาจนตลอดอายุของท่าน
ชาวพุทธ ทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก
นิพพานตาย คือนิพพานที่เข้า
อุบาสิกามักนำมาถกเถียงกันเนื่องจาก เมื่อกายเนื้อแตกดับแล้ว
ส่วนใหญ่ขาดการฝึกสมาธิอย่างถูกต้อง
จริงจัง ถ้าใครก็ตามที่ฝึกสมาธิจนเข้า นิพพานอยู่ที่ไหน
สุขในนั้นจนตลอดชีวิตของท่าน ไม่ใช่
เข้าไปหลบอยู่ชั่วคราว ส่วนพระโสดา
บัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี
ท่านเข้านิพพานเป็นได้เหมือนกัน แต่
เข้าได้ชั่วคราว ยังไม่แนบสนิท เดี๋ยว
ก็ถอน เพราะฉะนั้นท่านก็มีสุข มีทุกข์
ปน ๆ กัน แต่สุขของท่านเป็นสุขยิ่ง
กว่าสุขทางโลกของพวกเรามากมายนัก
ส่วนอนุปาทิเสสนิพพาน หรือ
นิพพานตาย เป็นอายตนนิพพาน
(อ่านว่า อา-ยะ-ตะ-นะ-นิพพาน) ถาม
ว่าอยู่ที่ไหน นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ได้พบได้เห็นด้วยธรรมกายแล้วว่าอยู่พ้น
จากภพสามไปอีกมาก ที่นั่นมีสภาพ
สว่างเป็นแก้วใสทั้งหมด บริสุทธิ์ และ
งดงามอย่างยิ่ง เมื่อผู้ใดเข้าถึงธรรม
ถึงธรรมกายมีปัญญาทางธรรมสมบูรณ์ ถ้าถามว่านิพพานอยู่ที่ไหน ก็ กายย่อมรู้ย่อมเห็นได้ด้วยตนเอง
จริงแล้ว ย่อมมีความเห็นตรงกันเป็น ตอบได้ทันทีว่าสอุปาทิเสสนิพพานหรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรง
เอกฉันท์ว่า นิพพานเป็นสิ่งที่เลิศที่สุด นิพพานเป็นนี้อยู่ที่ศูนย์กลางกายของ
คือเมื่อใครบรรลุแล้วย่อมพ้นทุกข์และ ธรรมกายภายในตัวของเราเอง
ตรงศูนย์กลางกายของธรรม
เป็นสุขจริง สุขใด ๆ ทั้งที่เป็นของ
มนุษย์และของทิพย์ย่อมไม่สามารถ
เทียบเทียมได้
กายอรหัต เป็นเหตุว่างและบริสุทธิ์
อย่างยิ่ง เรียกว่า นิพพาน เมื่อใจของ
พระชนม์ครบ ๘๐ พรรษาแล้ว ร่างกาย
ที่ประกอบด้วยเลือดเนื้อของพระองค์
ก็ถึงคราวแตกดับไปเป็นธรรมดา ใน
เวลานั้น พระองค์ทรงเดินฌานสมาบัติ
ตั้งแต่ปฐมฌานถึงอรูปฌาน เดินทบ
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ กัลยาณมิตร ๒๗